Google October 2023 Core Update: แก้ไขเว็บอันดับตก ทำยังไงดี

Google October 2023 Core Update

“Google Core Update” เป็นการปรับปรุงหรืออัปเดตของอัลกอริทึมการค้นหาของ Google ที่มีผลต่อการจัดอันดับและการแสดงผลของเว็บไซต์ในรายการผลการค้นหา (SERPs) การอัปเดตครั้งนี้มีผลกระทต่อเว็บไซต์จำนวนมากทำให้บางเว็บอันดับร่วงหายไปจากหน้าค้นหาเลยก็มี

October 2023 Core Update มีการอัปเดตเรื่องอะไรบ้าง

การอัพเดทรอบนี้มีอยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือ

  • Helpful Content Update
  • Spam update

โดยในช่วงกลางเดือนกันยายน Google จะปล่อยอัลกอรึทึมตัวใหม่เกี่ยวกับ Helpful Content Update ออกมาก่อน เพื่อจัดการกับคอนเทนต์เนื้อหาขยะที่สร้างจาก AI writer ต่างๆ

ในความเป็นจริง Google เขาไม่ได้สนใจว่าเนื้อหาบนเว็บคุณจะเขียนเอง หรือใช้ AI เขียน ขอให้ตอนจบ ถ้าเนื้อหามันเป็นธรรมชาติ และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ก็ทำได้ทั้งหมด

Helpful Content Update จึงเป็นอัลกอรึทึมตัวที่ออกมาคัดกรอง พวกคอนเทนต์ที่ผิดธรรมชาติ หรือใช้ AI เขียนแบบทื่อๆ ให้หายไป และเหลือไว้เฉพาะหน้าเว็บที่เนื้อหาเป็นธรรมชาติและทำให้เห็นว่าเขียนโดยผู้ที่เชี่ยชาญในเรื่องนั้นจริงๆ เป็นหลัก

พอมาถึงต้นเดือนตุลาคม Google ก็ปล่อย Core Update ออกมาอีก 1 ตัว โดยเขาประกาศว่าเป็นเรื่องของ Spam update โดยมีเป้าหมายมุ่งไปที่ภาษาอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ดังนั้น เว็บไซต์ที่ใช้ภาษาไทย ก็จะได้รับผลกระทบกับ Core Update รอบนี้โดยตรงด้วย

โดยที่ Google ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับ Spam update ไว้ดังนี้

Google กล่าวว่าการอัปเดตนี้เพื่อเป็นการ ลดการแสดงเนื้อหาสแปมในผลการค้นหา โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการปกปิดข้อมูล (cloaking), การถูกแฮ็ก, การสร้างโดยอัตโนมัติ, และการขโมยข้อมูลเพื่อเอามาทำสแปม

การ “ปกปิด” หรือ “cloaking” คือเทคนิคที่บางเว็บไซต์ใช้ เพื่อแสดงเนื้อหาหนึ่งแก่เครื่องมือค้นหา เช่น Googlebot แต่แสดงเนื้อหาอื่นแก่ผู้ใช้ปกติ เพื่อหลอกลวงและทำให้ได้จัดอันดับสูงขึ้นในผลการค้นหา Google จึงพยายามจัดการกับเทคนิคนี้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เห็นเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์จริงๆ ในผลการค้นหา

ส่วน การขโมยข้อมูลเพื่อเอามาทำสแปม คือ การที่บ้างเว็บไม่เขียนเนื้อหาขึ้นมาเอง แต่ใช้การดูดเนื้อหาของอีกเว็บแบบอัตโนมัติ เพื่อให้มาแสดงบนเว็บของพวกเขา เพื่อเอาไว้เพิ่ม Traffic หวังผลเพื่อการทำ Google absence หรือทำ affiliate จุดนี้พวกเว็บในเวียดนามมักจะทำอยู่บ่อยๆ

อ่านเพิ่มเติมคำประกาศเกี่ยวกับการอัพเดทของ Google โดยตรง October 2023 Spam Update

เว็บที่ได้รับผลกระทบต่อการอัพเดทครั้งนี้ลักษณะเป็นอย่างไร

ก่อนที่เราจะแก้หรือปรับปรุงเว็บ เราต้องเช็คก่อนว่าเว็บเราได้รับผลกระทบจาก Helpful Content Update หรือ Spam Update เพราะการแก้ไขมันจะไม่เหมือนกัน

ได้รับผลกระทบจาก Helpful Content Update

กราฟ Traffic บน Google Search console จะมีลักษณะแบบนี้ คือ Traffic ภาพรวมทั้งเว็บเริ่มลดลงในช่วงตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนเป็นต้นไป

ถ้าเว็บใคร Traffic เริ่มลดลงตั้งแต่วันที่ 15 กันยาน แปลว่าเว็บนั้นได้รับผลกระทบจาก Helpful Content Update และถ้าช่วงเดือนตุลาคม ภาพรวมไม่ได้ลดลงแปลว่าโดนแค่ Helpful Content Update ตัวเดียว

ได้รับผลกระทบจาก Spam Update

ถ้าได้รับผลกระทบจาก Spam Update โดยตรง Traffic ภาพรวมทั้งเว็บจะเริ่มตกลงแบบดิ่งลงเหวในช่วง วันที่ 4 ตุลาคม เป็นต้นไป

แต่ถ้าเว็บใคร Traffic ลดลงทั้ง 2 รอบ แปลว่าเว็บคุณโดนทั้ง 2 เด้ง ทั้งเรื่อง Helpful Content Update และ Spam Update

ลักษณะของเว็บที่ traffic ลดลงเมื่อ Google October 2023 Core Update มีแบบไหนบ้าง

  1. อันดับและ traffic ของหน้าแรกบนเว็บหายไป แต่ traffic หน้าอื่นๆ ยังอยู่เท่าเดิมตามปกติ
  2. อันดับและ traffic ของหน้าแรกบนเว็บหายไป รวม ถึงtraffic หน้าอื่นๆ ก็ลดลงด้วย
  3. อันดับและ traffic ลดลงทั้งเว็บ แต่ traffic ของหน้าแรกเป็นปกติ

อันดับและ traffic ของหน้าแรกบนเว็บหายไปปัญหาหลักๆ ที่ได้รับผลกระทบคือ Keyword ที่เคยติดอันดับหน้าแรกหายไป หรือ traffic หน้าแรก อยู่ๆ ก็หายไปจากหลักพัน เหลือหลักร้อย จากหลักร้อยกลายเป็นเหลือลักสิบ หรือเป็นศูนย์เลยก็มี

เช็คก่อนว่าเว็บเรา Traffic หน้าแรกหายไปหรือไม่

เพราะการแก้ปัญหาอันดับตก มันมีหลายกรณี เรามาดูกรณีแรกก่อน คือ Traffic ลดเพราะหน้าแรกอันดับเว็บหายไปจาก Google หรือไม่ เพราะหลายๆเว็บ  Traffic ลดลงก็จริง แต่ไมได้เป็นในกรณีของอันดับหน้าแรกหายไป

วิธีการตรวจเช็ค

เข้าไปที่ Google search console > คลิกที่หัวข้อหน้า > คลิกเลือกเฉพาะ URL หน้าแรกของเว็บ

ถ้าก่อนวันที่ 5 ตุลาคม ยังมี traffic เข้า แต่พอหลังจากวันที่ 5 ตุลาคม traffic ลดลงแบบกราฟดิ่งเหวตามรูปด้านบน แสดงว่าเว็บของคุณได้รับผลกระทบ Spam update ครั้งนี้

เว็บที่อันดับหน้าแรกหายไปก็ยังแบ่งเป็นอีก 2 ประเภท

  1. ชื่อโดเมนจดเป็น keyword ตรงๆ
  2. ชื่อโดเมนเป็นแบรนด์ไม่ซ้ำใคร

พิจารณาก่อนว่าชื่อโดเมนเว็บของตัวเองมีลักษณะแบบไหน

ทุกการอัพเดท เป้าหมายของ Google คือ คอยจัดการกับเว็บขยะ เว็บสแปม และเว็บที่ขาดความน่าเชื่อถือให้ออกไปจากระบบข้อมูล เพื่อให้คงเหลือไว้เฉพาะเว็บที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานจริงเป็นหลัก

แต่ในกระบวนการคัดเลือกเว็บ Google ไม่ได้ดูแค่เนื้อหาอย่างเดียว เขายังใช้ปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาว่าเว็บใครดีกว่ากัน โดยดูจากความน่าเชื่อถือของโดเมน เป็นอันดับแรก แล้วค่อยเข้าไปดูเรื่องของคุณภาพเนื้อหา

ดังนั้น ก่อนที่เราจะแก้ไขเว็บตัวเองได้ พวกเราต้องเข้าใจก่อนว่าโดเมนที่มีความน่าเชื่อถือในสายตาของ Google มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ซึ่งโดเมนที่น่าเชื่อถือจะมีอยู่ด้วยกัน 6 องค์ประกอบ ดังนี้

  1. อายุโดเมน
  2. นามสกุลโดเมน
  3. direct traffic
  4. backlink
  5. keyword ในโดเมน
  6. โดเมนที่ user มีส่วนร่วมเยอะๆ

เว็บของเราไม่จำเป็นต้องมีครบ ทั้ง 6 องก์ประกอบก็ได้ เพราะบางองค์ประกอบเราทำอะไรไม่ได้แล้ว เช่นอายุของโดเมน หรือนามสกุลโดเมน เป็นต้น แต่ต้องทำให้บางองค์ประกอบอื่นๆ มันโดดเด่นกว่าคู่แข่ง เพื่อชดเชย บางอย่างที่เราไม่มี

อ่านเพิ่มเติม: โดเมนและความน่าเชื่อถือ: กลยุทธ์ SEO ในยุค AI Content

ตัวอย่างชื่อโดเมนที่จดเป็น keyword ตรงๆ เช่น

คุณอยากเป็นธุรกิจโรงพิมพ์อยากติดอันดับคำว่า “โรงพิมพ์ด่วน” และเราเห็นว่าการมี Keyword ในชื่อโดเมนจะช่วยให้ Google เข้าใจเว็บของเราได้ง่ายขึ้นว่าเราขายอะไร หรือมีบริการอะไร แต่ละโรงพิมพ์ก็แข่งกันจดโดเมนเป็น keyword ตรงๆ กันแบบนี้

  • โรงพิมพ์ด่วน.com
  • โรงพิมพ์ด่วน.net
  • โรงพิมพ์ด่วน.org
  • โรงพิมพ์ด่วน.info
  • โรงพิมพ์ด่วน.biz

หรือสมมุตเราเป็นตัวแทนขายครีม dr. jill เราก็เลยจดโดเมนกันแบบนี้

  • drjill.com
  • dr-jill.com
  • drjills.com
  • drjill.net
  • drjil.org
  • drjill.in.th

จุดนี้พวกเราเคลียร์นะว่าจดโดเมนเป็น keyword ตรงๆ มีลัษณะอย่างไร

เคสที่ 1.

ทำไมเว็บที่จดโดเมนเป็น keyword ตรงๆ อันดับถึงหายไป

เพราะ core update ล่าสุด มีเป้าหมาย คือ กำจัดเว็บแสปม และเว็บที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ให้ลดลง หรือหายออกไป และลงเหลือไว้เฉพาะเว็บคุณภาพดีและมีความน่าเชื่อถือเท่านั้น

เมื่อทุกคนรู้ว่า การมี Keyword ตรงๆ ที่ชื่อโดเมนช่วยให้มีความได้เปรียบในการทำ SEO จึงเป็นเหตุให้บริษัทหรือธุรกิจต่างๆ พากันกระหน่ำจดโดเมนเป็น keyword และปั่นเว็บเพื่อเอามาทำ SEO สู้กัน

และยิ่งการมาของ Chat Gpt จึงทำให้การผลิตเนื้อหามันยิ่งง่ายขึ้น ต่างคนจึงต่างปั้มเว็บ และทำเนื้อหา สุดท้ายฟองสบู่แตก คือ Google เขาคงรู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ แทนที่แต่ละธุรกิจจะโฟกัสกันที่คุณภาพของคอนเทนต์ แต่กลับไปโฟกัสกันที่ด้านปริมาณ เพื่อหาวิธีการซิกแซกหลอก Google

Google เลยเอาเกณฑ์ความน่าเชื่อถือของโดเมนมาพิจารณาร่วมด้วย และลดความสำคัญของการมี keyword ที่โดเมนลงมา แต่เพิ่มความเข้มงวดที่ปัจจัยอื่นแทน

เมื่อก่อนอาจจะมีเว็บที่เป็น keyword ตรงๆ ติดหน้าแรก อาจจะมี 5-7 เว็บ จาก 10 เว็บ แต่ตอนนี้ Google จะคงไว้เหลือแค่ไม่เกิน 3 เว็บเท่านั้น ที่ใช้โดเมนเป็น keyword ตรงๆ แล้วติดหน้าแรก Google ได้ ส่วนที่เหลือจะเป็นโดเมนอื่นๆ ที่มีความเป็น Unique หรือเป็นชื่อเว็บที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น และไม่ใช่ keyword ตรงๆ นำมาแสดงแทน

เมื่อก่อน

ปัจจุบัน

ในการแสดงผลแบบปัจจุบัน เราจะพบว่า มีโดเมนที่เป็น keyword ตรงๆ ปรากฏในหน้า Google เต็มที่ไม่เกิน 3 เว็บแค่นั้น

อาจเป็นได้ว่า Google มองโดเมนที่ตั้งชื่อตรงๆ ซ้ำๆ กันหลายเว็บ มันคือ spam หลอกให้คนคลิกเข้าผิดเว็บ โดยอาศัยคำ Keyword มาหลอกผู้ใช้ และเป็นการหลอก Google เพื่อทำอันดับ พอมันเริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงเอาเกณฑ์ความน่าเชื่อถือของโดเมน มาใช้พิจารณาเพิ่มมากขึ้น

แนวทางแก้ไข

การแก้ไขก็จะมีอยู่ 2 กรณีย่อยอีก ได้แก่

กรณีที่ 1. อันดับและ traffic ของหน้าแรกบนเว็บหายไป แต่ traffic หน้าอื่นๆ ยังอยู่เท่าเดิมตามปกติ

กรณีที่ 2. อันดับและ traffic ของหน้าแรกบนเว็บหายไป รวม ถึงtraffic หน้าอื่นๆ ก็ลดลงด้วย หรือหน้าอื่นๆ ไม่ติดอันดับเลยไม่มี traffic เลย

ถ้าเป็นกรณีที่ 1. แบบนี้ยังพอไปต่อได้ แสดงว่าเนื้อหาหน้าอื่นๆ เราทำมาดีแล้ว แก้ไขแค่เนื้อหา on page หน้าแรกพอ

แต่ถ้าเป็นกรณีที่ 2. แบบนี้ไม่ต้องแก้ไข ถ้าอยากจะเอาเว็บนั้นมาลุยต่อ ให้เปลี่ยนชื่อโดเมนใหม่ก่อน คือ ไปจดโดเมนใหม่ ให้เป็นคำ keyword+คำเฉพาะที่ไม่ซ้ำกับเว็บคนอื่น เช่น อาจจดโดเมนเป็น drjill123.com, drjillblink.com, drjillthai.com แทนชื่อโดเมนเดิม ที่เราเคยจดตรงๆ แล้วไปทำ Redirect301 จากชื่อโดเมนเดิม ให้เปลี่ยนมาเป็นชื่อโดเมนใหม่ก่อน เป็นสิ่งแรก แล้วถึงค่อยไปวางแผนแก้เนื้อหา

ทำไมเว็บที่เนื้อหาไม่ดี เราต้องเปลี่ยนชื่อโดเมน

เพราะ Google จะดูที่อายุโดเมนก่อน ถ้าจดเป็น keyword ตรงๆ เว็บที่มีโอกาสติด คือเว็บที่จดโดเมนเป็นคนแรกๆ เท่านั้น ถ้าเรามาทีหลัง แล้วไปจดโดเมนตามเขา เราก็จะแพ้เรื่องอายุของโดเมน ความน่าเชื่อถือจุดนี้ เราก็จะสู้เว็บที่มาก่อนเราไม่ได้

แต่ถ้าเว็บที่ traffic จากหน้าอื่นๆ ยังติดอันดับตามปกติ แบบนี้ถือว่าเรามีเนื้อหาคุณภาพอยู่ในมืออยู่แล้ว แม้ว่าโดเมนเราจดที่หลัง อายุน้อยกว่า ก็ยังพอแก้ไขกลับมาได้

แนวทางการแก้ไขสำหรับ Keyword ที่โดเมนหน้าแรกหายไป

เท่าที่ผมสังเกตจากเว็บที่ยังคงติดอันดับ และจากเว็บที่อันดับหายไปหลายสิบเว็บ การที่อันดับหายไป ไม่ได้มีผลจาก Backlink โดยตรง เพราะทั้งเว็บที่มี backlink ดี ทั้งเว็บที่มี backlink ไม่ดี รวมทั้งเว็บที่ไม่มี Backlink อันดับร่วงเท่ากัน จึงตัดเรื่อง backlink ออกจากปัญหาได้

ถ้าจะแก้ไขก็ต้องแก้ไขที่เนื้อหาเป็นหลักนั้นเอง ซึ่งจากการสังเกตของผม สิ่งที่ต้องแก้มีดังต่อไปนี้

  • ปรับเนื้อหาให้สั้นลง
    ความสั้นยาวของเนื้อหามีผลต่อการติดอันดับ และดูเหมือน Google ต้องการเว็บที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด และเว็บส่วนใหญ่ที่อันดับหน้าแรกหาย มักจะทำเนื้อหายาวเกินไป ดังนั้น ไปปรับเนื้อหาให้กระชับลง อย่าเขียนยาวเกิน 2500 คำ
  • เช็ค on page
    – keyword ที่ title ต้องมี
    – เช็คคำขายความของ Title ว่าซ้ำกับเว็บที่ติดหน้าแรกในปัจจุบันหรือไม่ ถ้าสิ่งที่เราเขียนซ้ำหรือใกล้เคียงกับเขา เราต้องเป็นฝ่ายแก้ รวมถึงเช็คด้วย ว่ามีซ้ำกับเว็บตัวเองหน้าอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ต้องอย่าเขียนให้คำขยายความซ้ำกันในแต่ละหน้า
    – on page จุดอื่นปรับตามปกติที่เป็นหลัก best practice ของ Google ใครยังไม่รู้ว่ามาตรฐานของ on page มีอะไรบ้างเข้าไปอ่านบทความนี้นะ เช็คลิสต์ on page seo
  • ทำเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติ สดใหม่ และเด่นเรื่องเดียวตาม keyword
    จุดนี้แหละคือความแตกต่างระหว่างเว็บที่ทำ SEO ประสบความสำเร็จ กับเว็บที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ ความเป็นธรรมชาติ สดใหม่ และไม่ออกนอกเรื่อง แต่สิ่งนี้มันดูยากว่าอะไรคือความเป็นธรรมชาติ คนที่เป็นนักอ่าน จะได้เปรียบจุดนี้ เพราะเขาจะแยกออกได้เองระหว่างที่อ่านเนื้อหา แต่ผมจะให้หลักคิดง่ายๆ ก็คือ ให้ลองอ่านสิ่งที่เขียนซ้ำดูว่า อ่านแล้วเป็นธรรมชาติ อ่านแล้วรู้สึกปะติดปะต่อ น่าอ่านหรือไม่ เขียนกระชับหรือยัง อะไรที่เป็นเรื่องไม่เกี่ยวข้องกับ keyword เอาออกให้หมด อย่าให้ keyword รอง หรือ keyword ของหน้าอื่น มันเด่นกว่า keyword หลัก
  • ภาพประกอบต้องสวย layout หน้าเว็บต้องดูแล้วสมดุล
    ความสวยงามเป็นปัจจัยสำคัญ จะช่วยเพิ่มคะแนน User Experience คือ การทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกดีเมื่อเปิดเข้ามายังเว็บของเรา ประสบการณ์ของ User จริงๆ มีผลต่อการทำ SEO เป็นอย่างมาก เราจึงต้องทำให้คนอยากอยู่เว็บเรานานๆ คลิกดูต่อไปหน้าอื่นๆ แล้วกลับมาดูซ้ำอยู่เรื่อยๆ ให้ได้
  • ลบหน้าที่มีเนื้อหาซ้ำกัน หรือใกล้เคียงกันออกให้หมด
    หน้าไหนที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับหน้าหลัก หรือใช้ keyword ใกล้กัน แล้วเนื้อหาก็ยังเขียนใกล้เคียงกันอีก หน้าพวกนี้ เราไปลบออกให้หมด
  • เลิกใช้ AI เขียนล้วนๆ
    ถ้าจะให้ AI ช่วยเขียนไม่ผิด แต่ต้องมีการเอาข้อมูลเรานั้นมาเกลาคำให้มันมีความเป็นธรรมชาติบ้าง รวมถึงต้องมีเนื้อหาส่วนอื่นๆ ที่เราเขียนเองใส่เข้าไปด้วย ถ้าใช้ AI เขียนอย่างเดียวไม่มีประโยชน์ เสียเวลาทำไปเปล่าๆ ครับ
  • โปรโมทเว็บไปยังที่ต่างๆ
    เมื่อเราปรับทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราต้องหา Traffic ธรรมชาติ มาเติมบนเว็บเราให้ได้ ซึ่งจุดนี้ เราต้องใช้การโปรโมทเว็บยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น social media, Line OA, อีเมล, ลงโฆษณา ทำอะไรได้ ทำไปเลย เพื่อหา Traffic มาเติมก่อน มันจะเป็นการกระตุ้น Google bot ให้กลับมาสนใจเว็บเราอีกครั้งนั้นเอง

เคสที่ 2

ชื่อโดเมนเป็นแบรนด์ไม่ซ้ำใคร แต่ keyword ที่เป็นชื่อแบรนด์ตัวเองหายไป

สำหรับโดเมนที่ไม่ใช่ Keyword ตรงๆ คือ โดเมนที่เราตั้งชื่อ แล้วไม่ได้เป็น keyword ตรงๆ และชื่อไหนก็ไม่ได้ซ้ำกับคนอื่นด้วย คือ มีแค่เราคนเดียวที่ใช้ชื่อนี้ เช่น

  • padvee.com
  • sanook.com
  • drjill789.com
  • wheyprotein55.com
  • forexclub.com

แต่หลังจาก Google core update กลายเป็นว่า พอคนหาชื่อตัวเอง กลับไม่เจอเว็บของตัวเอง ทั้งๆ ที่มันต้องเจอ เพราะมันเป็นเว็บเราเองแท้ๆ และอุตสาห์จดโดเมนไม่ได้ซ้ำกับคนอื่นด้วย แบบนี้แปลว่า เว็บคุณได้รับผลกระทบจากการอัปเดทของ Google ครั้งนี้

ทำไมชื่อโดเมนตัวเอง อันดับถึงหายไป

สาเหตุหลักๆ ก็คือ พวกเราชะล่าใจ คือ เราคิดว่าชื่อโดเมนเรา มันคือแบรนด์ เราเอง มีแค่เราคนเดียวที่ทำ ตอนที่ทำเนื้อหาหน้าแรก เราจึงไปโฟกัสที่ keyword คำทำเงินแทน เนื้อหาจึงเขียนโฟกัสไปที่คำ keyword

เราจึงไม่ได้เน้นชื่อโดเมน ให้มีปรากฏที่หน้าเว็บมากพอ หลักจาก Google อัพเดท เขามองว่าเว็บแบบนี้ ดูผิดธรรมชาติ แล้วเขาก็จึงไปเรื่องเว็บเราหน้าอื่นๆ ที่พูดถึงชื่อโดเมน หรือมีคำที่เป็นโดเมนปรากฏและเด่นกว่าคำอืนๆ มาแสดงแทนหน้าแรก

ถ้าเราสังเกต เราพิมพ์ชื่อเว็บตัวเองเข้าไปบน Google หน้าแรกเราหายไป แต่หน้าที่แสดงอยู่บน google กลับกลายไปเป็นหน้าอื่นแทน

ตัวอย่าง เช่น เว็บผมเอง เว็บผม ชื่อ พัดวี ดังนั้น ถ้าผมค้นหาคำว่า พัดวี คำไทย หรือคำภาษาอังกฤษ คำว่า Padvee ก็ต้องเจอหน้าเว็บผม คือหน้านี้ https://padveewebschool.com/ แต่กลายเป็นว่า Google ดึงหน้าอื่นๆ บนเว็บผมขึ้นมาแสดงแทน แบบนี้ เว็บผมก็ได้รับผลกระทบจากการอัพเดทของ Google เช่นเดียวกัน

พวกเราดูรูปภาพด้านบน เห็นอะไรมั้ย ผมพิมพ์คำว่า “พัดวี” เว็บหลักของผมหายไป Google ไปดึงเว็บรองของผมขึ้นมาแทน แบบนี้แหละที่เรียกว่า keyword ชื่อแบรนด์หายไป

แนวทางแก้ไข

จุดนี้เป็นเรื่องของคอนเทนต์ล้วนๆ เพราะเราอยากติดอันดับ Keyword ทำเงินมากไปแค่นั้น ดังนั้น ให้เราเปลี่ยนความคิดใหม่ หน้าแรกของทุกเว็บ ให้เน้นไปที่แบรนด์มากกว่า Keyword เพราะ Keyword การติดอันดับ มีขึ้นมีลง แต่ถ้าแบรนด์เราดัง เราถึงจะยั่งยืน แต่ถ้าแบรนด์ดัง แต่เรากลับทำเนื้อหาไม่ดี อาจจะมีคู่แข่งเอาชื่อเราไปทำ SEO แล้วมาทำเว็บแซงเว็บของเราเองก็ได้

  • ให้มองว่าชื่อโดเมน คือ 1 Keyword
  • การเลือก Keyword หน้าแรก ให้ทำ 2 คำคู่กัน คือ คำที่เป็นชื่อโดเมน กับคำที่เป็น Keyword
  • เช็คการตั้งค่า site title ให้ใส่ชื่อโดเมนลงไป
  • ปรับเนื้อหาให้สั้นลง
    ไปปรับเนื้อหาให้กระชับลง อย่าเขียนยาวเกิน 2500 คำ เพื่อให้เรื่องราวเกี่ยวกับชื่อแบรนด์ของเรามันเด่นขึ้น ถ้าสังเกตุ เขาจะดึงหน้าเว็บชื่อแบรนด์เรา ที่เป็นหน้าที่เนื้อหาสั้นๆ มาแสดงแทน เพราะเนื้อหามันสั้นชื่อแบรนด์หรือชื่อโดเมน ของเรามันเลยดูเด่นกว่าหน้าแรกของเว็บ
  • เช็ค On page
    – เช็ค title ต้องมีชื่อโดเมนของเราปรากฏอยู่ด้วย
    – ปรับ seo title กับ h1 ให้เป็นประโยคเดียวกัน
    – อย่าไปเขียนชื่อ โดเมน ต่อท้าย title หน้าบทความอื่นๆ เยอะเกินไป เอาแค่พอมีบางหน้าก็พอแล้ว ไม่ใช่ว่าทุก Title ต้องมีชื่อ โดเมน ของเรา
    – on page จุดอื่นปรับตามปกติที่เป็นหลัก best practice ของ Google
    – ให้มีคำที่เป็นชื่อโดเมนปรากฏอยู่ที่หัวข้อ h2-h3 สัก 2-3 ครั้ง คือ ทำให้มันดูสมดุลกลับความยาวของเนื้อหา ไม่ใช่ไม่มีเลย
  • รักษาแบรนด์ มากกว่ารักษา keyword
    หมายความว่า หากในอนาคต คุณอยากปั้นเว็บใหม่ หน้าแรกโฟกัสไปที่ชื่อแบรนด์หรือชื่อโดเมนไปเลย และให้ทำร่วมกับ keyword กลางๆ แล้วให้เอาคำทำเงินแยกไปทำที่หน้าอื่นบนเว็บของเราแทน
  • เลิกใช้ AI เขียนล้วนๆ
  • โปรโมทเว็บไปยังที่ต่างๆ
    เมื่อเราปรับทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราต้องหา Traffic ธรรมชาติ มาเติมบนเว็บเราให้ได้ ซึ่งจุดนี้ เราต้องใช้การโปรโมทเว็บยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น social media, Line OA, อีเมล, ลงโฆษณา ทำอะไรได้ ทำไปเลย เพื่อหา Traffic มาเติมก่อน มันจะเป็นการกระตุ้น Google bot ให้กลับมาสนใจเว็บเราอีกครั้งนั้นเอง

เคสที่ 3

เว็บที่จดโดเมนเป็นชื่อบริษัทหรือชื่อแบรนด์คนอื่นๆ แบบตรงๆ เพื่อกะเนียนดักคนหลงทาง แต่ตอนนี้เว็บกลับหายไป ไม่ติดหน้าแรก

จดโดเมนเป็นชื่อแบรนด์คู่แข่งเป็นอย่างไร สมมุติ เราเห็นว่า apple เป็นบริษัทมีชื่อเสียง มีปริมาณ search volume มหาศาล เราก็กะว่าจะทำเว็บโดยอาศัยความดังของเขา แม้ว่าเว็บเราจะไม่ติดอันดับ 1 ไม่เป็นไร ขอแค่เกาะอันดับหน้าแรก ติดอันดับ 3 4 5 ก็ยังดี เผื่ออาจจะมีคนเดินหลงทางมาเว็บเราบาง ตัวอย่างชื่อโดเมนก็จะเป็นอารมณ์ประมาณนี้ คือ จดชื่อเหมือนเขาแบบเปะๆ เลย แต่เปลี่ยนแค่นามสกุลเอา เช่น

  • apple.net
  • apple.org
  • apples.com
  • ap-ple.com
  • apple.xyz

กลุ่มธุรกิจที่มักจะใช้แนวทางนี้ในการหาลูกค้า มักจะเป็นกลุ่มธุรกิจสีเทากันซะส่วนใหญ่ เพราะธุรกิจสายขาว เรามักจะไม่ใช้แนวทางนี้กัน

ตัวอย่าง Keyword ธุรกิจสีเทา เว็บพนันต่างๆ เว็บขายบุหรี่ไฟฟ้า หรือเว็บขายสินค้าผิดกฎหมายที่ยังไม่อนุญาติให้มีจำหน่ายในเมืองไทย ที่ใช้อาศัยช่องโหว่การจดโดเมนเว็บคู่แข่ง เพื่อดักคนหลงทาง

ทำไมหลักจาก Google อัพเดท การจดโดเมนเป็นชื่อเว็บคนอื่นตรงๆ จึงไม่ได้ผล

เข้าใจแนวคิดของ Google ก่อน ว่าทำไม Google ต้องเอาบางเว็บ ออกไปจากหน้าผลค้นหา หรือทำให้อันดับร่วงลงมา

เพราะGoogle ต้องการให้คนได้เจอเว็บที่เป็น official ของบริษัท เช่นคนจะเข้าเว็บ apple ก็ต้องเจอเว็บ official ของ apple และ Google จะพยายามป้องกัน ไม่ให้คนโดนหลอกซื้อสินค้า จากเว็บตัวปลอม ที่ไม่ใช่เว็บทางการ หรือเว็บที่ขาดความน่าเชื่อถือ

เพราะมันจะมีคนหัวใส เห็นว่า apple ดัง ก็ไปจดโดเมนตรงๆ เป็น apple แล้วเปลี่ยนนามสกุลโดเมนแทน หรือจดแบบใกล้เคียง เช่น apples .com, app-ple .com เป็นต้น

ดังนั้น ใครที่กะเนียนเกาะกระแสแบรนด์คนอื่น อันดับจะร่วงหมด เพราะที่ผ่านมาติดอันดับ เพราะมี Keyword อยู่ที่โดเมน มันเลยติดอันดับ แต่เนื้อหายังไม่ได้เรื่อง ไม่มีปัจจัย SEO อื่นๆ มากพอ อันดับก็เลยหายไปหมด แต่คนที่เกาะกระแสแล้วอันดับไม่ร่วง คือคนที่ทำให้โดเมนมีความน่าเชื่อถือได้ และทำปัจจัย SEO จุดอื่นๆ ได้ดีกว่า

แนวทางการแก้ไข

สำหรับเคสนี้ ก็ยังพอมีทางแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ทุกเว็บจะได้ไปต่อ บางเว็บอาจต้องเปลี่ยนชื่อโดเมน แล้วทำ redirect แทน

  • เช็คก่อนว่ามีเว็บที่ติดอันดับเป็นชื่อตรงๆ อยู่กี่เว็บ
    ถ้ามีเกิน 3 เว็บ แล้วเราอยากติดหน้าแรก จุดนี้ ถือว่าเรามาช้าไป ถ้าอยากจะเนื้อหาเดิมของเว็บมาลุยต่อ เราต้องเปลี่ยนชื่อโดเมนใหม่ โดยให้เป็นชื่อตามนี้ คือ Brandคนอื่น+คำเฉพาะเจาะจง เช่น com เป็นต้น แล้ว redirect301 เว็บเดิมมาชื่อเว็บใหม่ แต่ถ้าเว็บที่เป็นชื่อแบรนด์ตรงๆ ยังติดไม่เกิน 3 เว็บและเรามั่นใจว่าเราจดเมนเป็นคนแรกๆ ก่อนคนอื่น เราอาจใช้โดเมนนั้น เอามาทำต่อได้ ขึ้นอยู่กับอายุโดเมนของเราด้วยนั้นเองว่าจะไปต่อได้หรือไม่
  • เช็คความยาวเนื้อหา อย่าเขียนยาวเกิน 2000 คำ
  • ให้มองว่า ชื่อแบรนด์คือ 1 keyword
    ดังนั้น หน้าแรกเว็บปรับ on page โดยโฟกัสไปที่ชื่อแบรนด์เป็นหลัก
  • เติมบทความที่เกี่ยวข้องเรื่องอื่นๆ เข้าไป
    เช่นจากเดิมเคยทำแค่ 4 หน้า ก็ติดอันดับแล้ว ให้เติมบทความเพิ่มเข้าไปสัก 20 บทความต่อเว็บเป็นอย่างน้อย หน้าบทความก็ต้องมี keyword อื่นๆ หรือคำที่เกี่ยวข้องด้วย และอย่าทำเนื้อหาซ้ำกับหน้าแรกเด็ดขาด เขียนเรื่องใหม่ๆ ใส่เข้าไปเลย
  • เลิกใช้ AI เขียนล้วนๆ
    ให้มีข้อมูลสดใหม่ที่เขียนเองใส่ไปบ้าง
  • หา backlink คุณภาพดี มาเติม
    ต้องเป็นเว็บที่มี traffic และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันเว็บของเรา มาใส่เพิ่ม

เคสที่ 4

อันดับ keyword หน้าแรก หรือชื่อแบรนด์ของบริษัทยังติดหน้าแรกตามปกติ แต่ถ้า traffic หน้าอื่น และอันดับต่างๆ ตกทั้งเว็บ

แบบนี้ไม่ต้องเดาๆ เป็นปัญหาจากเนื้อหาของเราล้วนๆ ที่ยังไม่ดีพอ อาจจะเป็น spam content คือมีแต่ตัวอักษร แต่เขียนไม่ได้เรื่อง เขียนยาวเกินไป หรือไม่เป็นธรรมชาติ หรือยังไม่แสดงให้ Google รู้สึกว่าเราเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นจริงๆ

วิธีการเช็คว่าเราเป็นเคสนี้หรือใหม่ ให้เข้าไปเช็คที่ google search console ถ้าผลลัพธ์ก็จะออกมาเป็นตามรูปด้านล่างนี้

แนวทางแก้ไข

สำหรับเคสนี้ แนวทางแก้ไขคือการกลับสู่ best practice ของ Google โฟกัสที่คุณภาพให้มากขึ้น แน่นอนการทำเนื้อหาที่ดี มันเป็นนามธรรม ดีแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีก ดังนั้นให้ทำตามหลักการต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นครับ

  • คัดเลือกหน้าที่เป็น keyword ทำเงินของเราออกมาก่อน
  • ลบหน้าที่ใช้ keyword ซ้ำกัน หรือเนื้อหาซ้ำกันออกไป
  • วางโครงร่างเนื้อหาใหม่ได้เลย
    – คิดโครงร่างเนื้อหาให้แต่ละหน้ามีอย่างน้อย 6 หัวข้อย่อยขึ้นไป โดยให้มีคำ keyword ปรากฏอย่างน้อย 3-4 ครั้งบนหัวข้อย่อย
    – และให้มีสัก 1-2 หัวข้อ ที่เป็นประเด็นสดใหม่ ที่เราคิดขึ้นมาเอง  เพื่อให้เนื้อหาของเรามันมีความแตกต่างจากเว็บคนอื่น
    – ดังนั้น หลังจากคิดโครงร่างหัวข้อเสร็จ ให้ถามตัวเองกลับเสมอว่า จากหัวข้อทั้งหมด มีประเด็นสดใหม่ สัก 1-2 ประเด่นหรือยังถ้ายังไม่มีก็ต้องคิดเพิ่มนะ อาจจะใช้ chat gpt ช่วยคิดหัวข้อเพิ่มเติมได้
    – ถ้าเป็น keyword ใกล้เคียงกัน พยามทำหัวข้อของแต่ละหน้าให้มีบางอย่างที่แตกต่างกันบ้างไม่ใช่ทำเป็นแพรทเทรินเดิมๆ เพื่อให้เนื้อหาภายในของแต่ละหน้ามันไม่ซ้ำกัน
    – ทำเนื้อหาแบบเรียบๆ ไม่ต้องออกแบบใส่ลูกเล่นเยอะ
    – เขียนเนื้อหาให้สัมพันธ์กับหัวข้อแบบห้วนๆ ไม่ต้องเกริ่นนำยาวเกินไป
  • เนื้อหาถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีประเด่นอะไรเยอะ อย่าไปพยายามเขียนยาวเกินไป เต็มที่ 2000-3000 คำพอแล้ว ยิ่งยาวมากในตอนนี้ ยิ่งไม่ดี เพราะมันไม่เป็นธรรมชาติ และ user ไม่มีใครอดทนอ่านอะไรยาวๆ เกินไปอยู่แล้ว
  • ปรับ on page ตามมาตรฐานของ Google เข้าไปปรับตามบทความนี้นะ เช็คลิสต์ on page seo
  • โฟกัสที่ความเป็นธรรมชาติ และประสบการใช้งานเป็นหลัก ดังนั้น เราอาจต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมเรื่อง ux/ui นะ ไปทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ แล้วใช้ความรู้พวกนี้ในการออกแบบเนื้อหาบนเว็บของเรา
  • แน่นอนการทำ SEO เว็บเราต้องมีการเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ใช่ ตะบี้ตะบัน เติมบทความเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ ถ้าเรามีเนื้อหายืนพื้นสัก 100-200 หน้า ก็พอแล้ว เน้นการแก้ไขหน้าเดิม ให้ทุกหน้ามันดีขึ้น ถ้าเราไปพยายามอยากติด keyword ใด keyword หนึ่งมากเกินไป เราจะเริ่มทำเนื้อหาซ้ำ เพราะเราไม่สามารถเขียนเรื่องเดิมให้มีความแตกต่างๆ จากหน้าที่เราทำไว้แล้วได้
  • แต่ถ้าเราขยัน ใช้การแตกเว็บแทน ทำเว็บขึ้นมาเพิ่ม แล้วก็ค่อยไปทำเนื้อหาเรื่องเดิมบนเว็บใหม่ ได้เลย มีหลายเว็บย่อมดีกว่าเว็บเดียว และเนื้อบนเว็บใหม่ มันก็จะกลายเป็นเนื้อหาสดใหม่ไปในตัว
  • โปรโมทเว็บไปยังที่ต่างๆ ด้วย เมื่อเราปรับทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เราต้องหา Traffic ธรรมชาติ มาเติมบนเว็บเราให้ได้ ซึ่งจุดนี้ เราต้องใช้การโปรโมทเว็บยังที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น social media, Line OA, อีเมล, ลงโฆษณา ทำอะไรได้ ทำไปเลย เพื่อหา Traffic มาเติมก่อน มันจะเป็นการกระตุ้น Google bot ให้กลับมาสนใจเว็บเราอีกครั้งนั้นเอง

สรุป

การทำ SEO อันดับมีขึ้นมีลง เป็นสัจจธรรม ไม่มีเว็บใครติดอันดับหน้าแรกได้ตลอดกาล ถ้ามีเว็บอื่นที่เขาทำมาดีกว่าเรา เว็บเราก็อันดับตก หรือบางทีอยู่ๆ Google เขาก็อัพเดท อัลกอลิทึม จากที่เคยชอบเว็บเรา กลายเป็นไม่ชอบได้เสมอ การทำ SEO จึงไม่มีตอนจบ ต้องปรับเว็บกันไปตลอดเวลา

และเราอย่าไปโฟกัสที่การทำ seo มากเกินไป ให้โฟกัสไปที่การทำคอนเทนต์ เพราะคอนเทนต์มันจะเป็นนิรันด์ โฟกัสแต่เรื่อง SEO คืออะไร คือไปสนใจแต่ เรื่องพวกนี้ เช่น ใส่ keyword กี่ครั้ง, เขียนยาวกี่คำ, h1 h2 h3 ต้องใส่กี่ครั้ง,  ต้องได้คะแนน da pa dr ur เท่าไหร่ดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แก่นสาร

ถ้าไปโฟกัสแต่เรื่อง SEO เว็บเรามันจะไม่เป็นธรรมชาติ Google อัพเดททีนึง อันดับหายทันที เพราะมันผิดธรรมชาติ อยู่ที่ว่าจะถึงคิวเว็บเราตอนไหน ถ้ารอบนี้ยังรอด รอบหน้าก็ไม่รอดอยู่ดี

แต่ถ้าเราโฟกัสไปที่คอนเทนต์ คือ การทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน คนอยากรู้อะไร คนชอบอะไร คนสงสัยอะไร คนชอบดูอะไร ก็จงป้อนสิ่งนั้นลงไปบนเว็บ

ดังนั้น พวกเราหากอยากทำ SEO ให้สำเร็จ เราต้องไปหาคำตอบ ให้ได้ก่อน ว่าคอนเทนต์คืออะไร ถ้าเราตอบคำถามนี้ได้ การทำ SEO ของเราจะยั่งยืนนะ

เว็บใครที่อันดับตกในตอนนี้ ก็เพราะว่ามันมีบางอย่างที่มันดูผิดธรรมชาติอยู่นั้นเอง กลับไปปรับปรุงเว็บ ให้มันกลับมาเป็นตามธรรมชาติ กลับสู่หลักการทำ SEO ที่เป็น best practice ที่เป็นมาตรฐาน ที่ Google ต้องการแค่นั้น

และสำหรับใคร ที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะแก้ไขอะไรก่อนหลังดี อาจต้องมาเรียนรอบสดแบบส่วนตัวเพิ่มเติมนะ ใครเคยเรียนแล้วก็ต้องมาเรียนซ้ำ

การเรียนซ้ำ เราไม่ได้เรียนเพื่อมองหาอะไรใหม่ๆ แต่เราเรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ต้องเรียนกันไปเรื่อยๆ จนกว่าพวกเราจะเกิดความเข้าใจ

ความเข้าใจ คือ รู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ เมื่อเรามีความเข้าใจ ความสงสัยต่างๆ มันก็จะหายไปนั้นเอง อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับคอร์สเรียนได้ที่หน้านี้ครับ

รับสอน SEO

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *