วิธีเขียน page title และ meta description ให้ถูกหลัก SEO มากที่สุด

วิธีเขียน title และ description

titles และ descriptions เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการทำ SEO หากเราเขียน titles และ descriptions ได้ดี ก็จะเป็นตัวช่วยทำเว็บติดอันดับ SEO ได้ง่าย แต่การเขียนให้ดีนั้น ไม่ใช่แค่เขียนยาวให้ครบตามจำนวนคำอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกหลายอย่างสำหรับการเขียน 2 สิ่งนี้ให้ออกมาดี

Page Titles และ Meta Descriptions คืออะไร

Page titles และ meta descriptions คือ โค้ด HTML ที่ควรมีปรากฏอยู่ในทุกหน้าเว็บ ซึ่งเอาไว้อธิบายชื่อของหน้าเว็บ และสรุปเนื้อหาของหน้าเว็บนั้นๆ ซึ่งเป็นจุดแรกที่ Search engine เช่น Google ใช้สำหรับทำความเข้าใจหน้าเว็บ และจัดหมวดหมู่เนื้อหาของแต่ละเว็บที่อยู่บน Internet

เกือบทุก Search engine จะแสดง Page Titles และ Meta Descriptions ในหน้าผลการค้นหา เพื่อให้ผู้ใช้งานค้นเจอคำตอบสิ่งที่เขาอยากรู้ได้อย่างง่ายๆ

นอกจานี้ที่หัวของเว็บ browsers เช่น Chrome, Safari ฯลฯ ก็จะแสดงเป็น  Page titles ที่เราเขียนลงไปอีกด้วย เพื่อให้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต สามารถแยกเนื้อหาของแต่ละหน้าที่กำลังเปิดออกจากกันได้ เพราะบางครั้งเรามีการเปิด เว็บ browsers หลายแท็ปพร้อมกัน

Page Title คืออะไร

Page title คือประโยคสั้นๆ ที่มีความยาว 1 บรรทัด ที่แสดงผลในหน้าผลการค้นหาของ Search engine และเอาไว้ใช้สำหรับการแสดงผลบนเว็บ browsers เมื่อมีการเปิดหน้าเว็บ หรือมีการ Bookmark หน้าเว็บเก็บไว้ดูภายหลัง

Page title มักจะถูกใช้เป็นชื่อเรื่องของเนื้อหาของหน้าเว็บนั้นๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใจได้ว่า หน้าเว็บนี้จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ซึ่งเบื้องหลังของ Page title ทีเรามองเห็นจะถูกเขียนขึ้นมาผ่านโค้ด HTML แบบนี้

<title>This is a Title</title>

หากคุณเขียน Page title ด้วยประโยคแบบนี้

 

บนหน้าผลการค้นหาของ Google เขาจะแสดงข้อมูลเว็บของเราเป็นแบบนี้

หากคุณแต่ง Page Title ได้ดี ก็จะมีผลให้หน้าเว็บของคุณนั้นติดอันดับ SEO ได้ง่ายขึ้น และเพิ่มโอกาสให้มีคนคลิกเข้ามายังเว็บของคุณมากขึ้นอีกด้วย

Meta Description คืออะไร

Meta description คือ คำอธิบายสรุปเนื้อหาของหน้านั้นโดยจะมีความยาวประมาณ 1 บรรทัดครึ่ง ซึ่งคล้ายๆ กับคำโฆษณาในการโปรโมทหนังสือว่าหนังสือเล่มนี้จะมีเรื่องราวน่าสนใจอะไรบ้าง

ซึ่งเบื้องหลังของ Meta Description ทีเรามองเห็นจะถูกเขียนขึ้นมาผ่านโค้ด HTML แบบนี้

<meta name=”description” content=”This is a meta description of a page”>

หากคุณเขียน Meta Description ด้วยประโยคแบบนี้

<meta name=”description” content=”คู่มือสอนทำ SEO ฟรี [Google update 2023] คอร์สเรียน SEO บน WordPress แบบ Step by Step ทำตามได้ทุกคน พร้อมบริการสอน SEO ตัวต่อตัว.”>

บนหน้าผลการค้นหาของ Google เขาจะแสดงข้อมูลเว็บของเราเป็นแบบนี้

หากคุณเขียน Meta Description ได้ไม่ดี จะทำให้การแสดงข้อมูลบน Google ขึ้นไม่ตรงหรือไม่ครบ ทำให้ผู้ใช้งานอาจจะมองข้ามหน้าเว็บของคุณไปได้ ส่งผลต่อการจัดอันดับ SEO บน Google ด้วย

ความสำคัญของ Page Titles และ Meta Descriptions

Page Titles และ Meta Descriptions ทีดีมีผลต่อการจัดอันดับหน้าเว็บของ Search engine หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือมีผลโดยตรงต่อการทำ SEO บนเว็บของคุณนั้นเอง

  1. Page title ช่วยให้ User และ Search engine เข้าใจเนื้อหาบนหน้าเว็บ นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง
    Googlebot ใช้ Page title เป็นจุดแรกในการแยกแยะเนื้อหา ว่าหน้าเว็บนั้นมีความสัมพันธ์หรือตรงกับสิ่งที่คนกำลังค้นหาข้อมูลนั้นๆ อยู่หรือไม่ หรือสามารถตอบคำถามในสิ่งที่คนกำลังอยากรู้ได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่
  1. เป็นตัวช่วยสร้างความมั่นใจให้คนที่กำลังค้นหาข้อมูลว่าจะได้พบกับข้อมูลหรือคำตอบที่อยากรู้
    ผู้ใช้งานทุกคน ไม่อย่างเสียเวลาในการค้นหาข้อมูล ทุกคนอย่างได้คำตอบที่ถูกต้องเมื่อคลิกเข้าไปเปิดเว็บใดเว็บหนึ่ง การเขียน Page Titles และ Meta Descriptions ที่ดีก็เหมือนการตอบคำถามเบื้องต้นให้ผู้ใช้งาน
  2. Page title ที่ดี สร้างโอกาสในการถูกคลิกเข้าสู่หน้าเว็บได้มากขึ้น
    การเขียน Title เป็นศิลปะอย่างนึง ถ้าคุณแต่งได้ดี และน่าสนใจ โอกาสที่หน้าเว็บของคุณจะถูกคลิกเข้ามาดูเพิ่มมากขึ้นได้อีกด้วย
  3. ผลลัพธ์ของ Page Titles และ Meta Descriptions ที่แสดงเป็นตัวชี้วัดว่า Google มองเห็นเว็บคุณอย่างไรบ้าง
    ผลลัพธ์ของ Page Titles และ Meta Descriptions ที่แสดงบนหน้าผลการค้นหาของ Google เป็นตัวบ่งบอกว่า Google เข้าใจเนื้อหาหน้านั้นในรูปแบบใดบ้าง ถ้าสิ่งที่เขียนกับสิ่งที่ Google แสดงไม่ตรงกัน เราก็สามารถนำสิ่งที่ Google แสดงมาปรับปรุงการแต่ง Titles และ Descriptions ต่อได้

วิธีแต่ง Page Title ให้ออกมาดี

  1. มี Keyword หลักอยู่ในประโยคนั้น
    Googlebot จะแสกนหน้าเว็บโดยการหาคำ keyword ทีมีความสัมพันธ์กับที่คนกำลังค้นหา ซึ่ง Googlebot จะแสกนจากด้านบนสุดของหน้าเว็บก็คือส่วนของ Title ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องมีคำที่เป็น focus keyword ปรากฏอยู่บน Page Title ด้วย
  2. วาง Focus keyword ไว้ช่วงต้นของประโยค
    คำไหนคือ Keyword ที่เราอยากติดอันดับมากที่สุดของหน้านั้น จงนำคำนั้นมาเขียนขึ้นต้นประโยค หรือหากไม่ได้เขียนเป็นคำแรก ก็ต้องอยู่ในช่วง 2-3 คำแรกเท่านั้น ห้ามวางไว้ช่วงท้ายๆ ของ Page Title เด็ดขาด
  3. เขียน Page Title ให้เด่นเรื่องเดียว
    เขียน Page Title ให้กระชับ เด่นแค่ประเด่นเดียวที่สอดคล้องกับคำ Keyword ที่เราเตรียมไว้ อย่าให้มี keyword ของหน้าอื่นมารบกวน
  4. วิเคราะห์ search intent ของ User ก่อนแต่ง Page Title
    search intent คือเจตนาหรือสิ่งที่ User ตั้งในมองหา ในการค้นหาคำใดคำนึง ซึ่ง search intent นั้นก็มีอยุ่หลายแบบเช่น บางคนมองหาข้อมูลเพื่ออ่านเปรียบเทียบ บางคนต้องการคำตอบสั้นๆ บางคนอยากได้คำตอบบยาวๆ บางคนอยากได้ความมั่นใจ วิเคราะห์จุดนี้เพื่อเอามาเป็นส่วนหนึ่งในการแต่ง Page Titles ให้ดูน่าสนใจ
  5. เขียน Titles ให้มีความแตกต่างและมีความเฉพาะเจาะจง (Unique)
    ความแตกต่างๆ ในที่นี่มีอยู่ 2 อย่าง คือ แตกต่างจุดที่ 1 คุณต้องแต่งให้แตกต่างๆ จากเว็บที่ติดอันดับมาก่อนเรา Google มองหาข้อมูลที่สดใหม่อยู่เสมอ ถ้าเราแต่ง Titles และ Descriptions ซ้ำกับคนอื่น โอกาสที่เว็บเราจะถูกเลือกย่อมมีน้อย ความแตกต่างจุดที่ 2 ก็คือ Titles และ Descriptions ของแต่ละหน้าบนเว็บต้องมีความแตกต่างๆ ต้องทำให้แต่ละหน้ามีความเป็น Unique (ความเฉพาะเจาะจง) ทำให้ Titles ของแต่ละหน้ามีความแตกต่างกันนั้นเอง
  6. อย่าเขียน title สั้นหรือยาวเกินไป
    ความยาวที่เหมาะสมของการเขียน title คือ 30-60 ตัวอักษร แต่จุดนี้คุณไม่ต้องไปเสียเวลานั่งนับตัวอักษร เพราะทฤษฎีนี้มักจะพูดถึงตัวอักษรที่เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ถ้าคุณกำลังแต่ง title ภาษาไทย ให้คุณดูความยาวจากปลั๊กอิน SEO ที่คุณใช้บนเว็บได้เลย เพราะโดยมากปลั๊กอิน SEO จะสร้างช่องสำหรับการวัดความยาว title ไว้ให้แล้ว แค่เราอย่าไปเขียนยาวเกินช่องที่เขาเตรียมไว้ให้นั้นเอง
  7. เขียนเพื่อให้คนอ่าน ไม่ใช่เขียนเพื่อ Googlebot
    การแต่ง Title ทีดี คุณต้องโฟกัสไปที่ผู้ใช้งานก่อน คือเขียนให้อ่านรู้เรื่อง เขียนด้วยภาษาที่ถูกต้อง ถูกหลักไวยกรณ์ อย่าไปแสปมเขียนด้วยการเอาคำ keyword มาเรียงต่อๆ กัน ให้จำไว้เสมอถ้า user ชอบสิ่งที่เราเขียน Googlebot ก็จะชอบสิ่งที่เราเขียนไปด้วยเสมอ

ตัวอย่าง page title ที่ดี

รูปภาพด้านล่างคือตัวอย่างของการแต่ง page title ที่ดี ที่ปรากฏบนหน้าผลการค้นหาของ Google

วิธีแต่ง Meta description ให้ออกมาดี

  1. มี Keyword หลักอยู่ในประโยคนั้น
    จุดนี้ทำแบบเดียวกันกับการแต่ง title แต่สิ่งที่แตกต่างเราไม่จำเป็นต้องนำ keyword หลักมาเขียนเป็นคำขึ้นต้นประโยคก็ได้
  2. ให้มี Keyword รอง อยู่ในประโยคด้วย
    การแต่ง Description ต้องแต่งให้เด่นประเด่นเดียว (1 topic) แต่ในประเด่นเดียวสามารถมีหลาย keyword ได้ หมายความว่าใน 1 หน้าเว็บ เราสามารถติดอันดับหลายคำได้ ถ้าคำเหล่านั้นมันเป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวข้องหรือใกล้เคียงกัน เช่นคำว่า “สอน SEO” “สอน SEO ฟรี” “เรียน SEO” ทั้ง 3 คำนี้ ถือว่าเป็นคำที่มีความเกี่ยวข้องกันเราสามารถใช้ทั้ง 3 คำนี้เป็นส่วนหนึ่งในการแต่ง description ได้
  3. Meta description คือสรุปเนื้อหาทั้งหมดของหน้านั้น
    description คือคำอธิบายที่เป็นตัวแทนเนื้อหาทั้งหมด ดังนั้น การแต่ง description ที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาทั้งหน้าที่เราเขียนลงไปด้วย เทคนิคง่ายๆ สำหรับการแต่ง description ให้สัมพันธ์กับเนื้อหา ก็คือ ให้เราดูว่าเนื้อหาของเรามีหัวข้อย่อยเรื่องอะไรบ้าง ให้หยิบประเด่นจากหัวข้อย่อยเหล่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการแต่ง description
    เช่น หัวข้อย่อยของบทความเรื่อง “สอน SEO” ของผม มีประเด่นเรื่อง “สอนแบบ step by step” “เน้นการทำ SEO บน WordPress” “เนื้อหามีการอัพเดทล่าสุด” ผมก็จะเอาคำทั้งหมดมาแต่งเป็น description ได้ดังนี้
  4. Description ของแต่ละหน้าต้องมีความแตกต่างกัน
    เพราะ Description คือสรุปเนื้อหาของแต่ละหน้า ดังนั้น แต่ละหน้าก็ต้องมีการเขียนสรุปเนื้อหากันคนละแบบ ดังนั้นให้จำให้ขึ้นใจเลยว่า Google ไม่ชอบเนื้อหาที่ซ้ำกัน อะไรที่ซ้ำกันคือไม่ดีทั้งหมด ดังนั้น คุณต้องพยายามแต่ง Description ของแต่ละหน้าให้มีความเฉพาะเจาะจง ไม่ซ้ำกันนั้นเอง

  5. แต่ง Description ด้วยความยาวที่เหมาะสม
    ความยาวที่เหมาะสมของการเขียน Description คือ 150-160 ตัวอักษร แต่จุดนี้คุณไม่ต้องไปเสียเวลานั่งนับตัวอักษร ถ้าคุณกำลังแต่ง title ภาษาไทย ให้คุณดูความยาวจากปลั๊กอิน SEO ที่คุณใช้บนเว็บได้เลย เพราะโดยมากปลั๊กอิน SEO จะสร้างช่องสำหรับการวัดความยาว Description ไว้ให้แล้ว เขียนให้ยาวเกินกึ่งกลางของช่อง และอย่าไปเขียนยาวเกินช่องที่เขาเตรียมไว้ให้นั้นเอง

  6. เขียนเพื่อให้คนอ่าน ไม่ใช่เขียนเพื่อ Googlebot
    เช่นเดิม ไม่ว่าคุณจะแต่ง title หรือ Description จงเขียนเพื่อให้คนจริงๆ อ่าน ดังนั้น ต้องเขียนให้น่าอ่าน ไม่สแปม Keyword และเขียนให้กระชับเป็นลักษณะของสรุปเนื้อหาทั้งหมด

ตัวอย่าง Meta description ที่ดี

รูปภาพด้านล่างคือตัวอย่างของการแต่ง Meta description ที่ดี ที่ปรากฏบนหน้าผลการค้นหาของ Google

สรุป

title และ description คือปัจจัยสำคัญของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ เพราะ Googlebot คัดเลือกหน้าเว็บโดยดูจาก 2 จุดนี้เป็นอันดับแรก ดังนั้น คุณจำเป็นต้องเขียน title และ description ให้ดีที่สุด โดยยึดหลักการดังนี้

  • มี keyword อยู่ในนั้น
  • เขียนให้แต่ละหน้ามีความเฉพาะเจาะจงไม่ซ้ำกัน (unique)
  • เขียนด้วยความยาวที่เหมาะสม
  • ไม่สแปม keyword
  • เขียนเพื่อเอาใจคนอ่าน ไม่ได้เขียนเพื่อเอาใจ Googlebot

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *