การทํา​ SEO WordPress อย่างถูกวิธี เพื่อให้ง่ายต่อการติดอันดับ Google

การทำ SEO WordPress

WordPress เป็นเครื่องมือที่ง่ายต่อการทํา​ SEO เป็นอย่างมาก เพราะเขามีฟังชั่นต่างๆ มาให้อย่างครบถ้วน เพียงแค่คุณต้องรู้วิธีการปรับแต่งด้วย

บทความนี้ เป็นการสอนการทำ SEO บน WordPress แบบละเอียด โดยที่คุณสามารถปรับตามได้เลย

19 วิธีทำ SEO WordPress

  1. เลือกโฮสติ้งที่ดี
  2. เลือกธีมที่ดี
  3. ใช้ปลั๊กอินเท่าที่จำเป็น
  4. ตั้งค่า Site Title
  5. ตั้งค่า Search Engine Visibility
  6. ตั้งค่า Permalink
  7. ทำ HTTPS
  8. ติดตั้งปลั๊กอิน SEO
  9. ปรับ On Page 
  10. ทำ Link Building
  11. เชื่อมต่อ Google search console
  12. ส่ง sitemap
  13. ทำ No index หน้าไม่สำคัญ
  14. ทำ Canonical หน้าที่เนื้อหาซ้ำ
  15. ทำ redirect 301 ทุกครั้งที่มีการแก้ไข url
  16. ทำ cache และปรับความเร็วเว็บ ด้วย Wp Rocket
  17. ทำ SEO รูปภาพ
  18. ทำสารบัญ
  19. อัพเดทเนื้อหาเป็นประจำ

1. เลือกโฮสติ้งที่ดี

เว็บโหลดช้า หรือโหลดเร็ว ขึ้นอยู่กับโฮสติ้ง ถ้าคุณเลือกโฮสติ้งผิดตั้งแต่แรก เราจะไม่สามารถปรับแต่งด้าน performance ได้เลย

เสปคของโฮสที่ WordPress ต้องการมีดังนี้

  • PHP version 8.2 or greater.
  • MySQL version 6 or greater OR MariaDB version 10.1 or greater.
  • HTTPS support
  • Nginx or Apache with mod_rewrite module

ศึกษาต่อ: Hosting WordPress ที่ไหนดีที่สุด

2. เลือกธีม WordPress ที่ดี

จุดต่อมาที่ส่งผลต่อด้าน performance เช่นเดียวกับการเลือกโฮส คือ ธีมที่คุณเลือกใช้ เพราะบนโลกใบนี้นั้นมีธีม WordPress อยู่มากมาย มีทั้งธีมที่ดีและธีมที่ไม่ดี

องค์ประกอบของธีมที่ดี

  • ใช้งานง่าย
  • มีความยืดหยุ่น
  • มีคนใช้งานเยอะ
  • โหลดเร็ว (ธีมที่เบา)

และการใช้ธีม มักจะมาคู่กับการใช้งาน Page builder เสมอ เพื่อประสิทธิภายในด้านการออกแบบความสวยงาน นั้นแปลว่า คุณต้องรู้วิธีการจับคู่ ระหว่างธีม กับ Page builder ต่างๆ ด้วย

จากประสบการณ์ของผมที่ลองผิด ลองถูก กับการเลือกธีมมากมาย ผมจึงได้ข้อสรุปว่าธีมไหน ใช้กับ Page builder ตัวไหนแล้วมีประสิทธิภาพดีที่สุด ตามนี้เลย

  • ธีม flatsome (มี page builder ในตัว)
  • ธีม astra + elementor (page builder)
  • ธีม generatepress + generateblocks (page builder)
  • ธีม seedtheme + generateblocks (page builder)

ตัวอย่าง performance เว็บของผมที่ใช้ธีม Flatsome และโฮสติ้ง Siteground

3. ใช้ปลั๊กอินเท่าที่จำเป็น

จำนวนปลั๊กอินมีผลต่อความเร็วเว็บไซต์ ยิ่งใช้น้อยเท่าไหร่ เว็บก็ยิ่งโหลดเร็วเท่านั้น หลักการเลือกใช้มีดังนี้:

  • อย่าติดปลั๊กอินตามกระแส
    อย่าใช้ปลั๊กอินแค่เพราะคนอื่นบอกว่าดี เช่น Jetpack — ถ้าไม่รู้ว่ามันทำอะไร อย่าเพิ่งติดตั้ง
  • ใช้ความสามารถของธีมให้เต็มที่ก่อน
    ศึกษาฟีเจอร์ของธีมให้ละเอียดก่อนโหลดปลั๊กอินเพิ่ม เช่น บางธีมสร้าง Slider ได้เอง ไม่จำเป็นต้องโหลดปลั๊กอินเพิ่มให้เว็บช้าลง
  • หลีกเลี่ยงปลั๊กอินที่โหลดสคริปต์จากภายนอก
    เช่น ปลั๊กอิน Live chat หรือ Analytics บางตัวที่ดึงข้อมูลจากเว็บอื่น จะทำให้เว็บโหลดช้าลงมาก ควรใช้อย่างระมัดระวัง

4. ตั้งค่า Site Title

Site Title คือ คำสั้นๆ ที่เป็นชื่อหัวของเว็บไซต์

Site title ที่ดี ควรเขียนด้วยคำสั้นๆ โดยมากมักจะใส่ชื่อ Brand หรือชื่อโดเมน ลงไป ไม่ควรเขียน site title ด้วยรูปประโยคยาวๆ เพราะหากเราเขียน Site title ยาวเกินไป มันจะไปทำให้ page title ของเว็บคุณยาวเกินไปด้วย ไม่ส่งผลดีด้าน SEO

วิธีปรับ Site title บน WordPress

ให้เข้าไปที่หลังบ้านเว็บดูที่เมนู Settings > เลือก General

ตรง Site Title ให้เขียนเป็นชื่อ Brand, ชื่อเว็บ หรือ วลีสั้นๆ ห้ามเขียนเป็นรูปประโยคยาวๆ เด็ดขาด

5. ตรวจสอบการตั้งค่า Search Engine Visibility

บางคนสร้างเว็บเสร็จ แต่ลืมเปิดให้ Google เข้ามาเก็บข้อมูล ทำให้เว็บไม่ติดอันดับเลยแม้จะทำ SEO ดีแค่ไหนก็ตาม เพื่อไม่ให้พลาดแบบนี้

อย่าลืมเข้าไปเช็กที่ Settings > Reading > Search Engine Visibility ให้แน่ใจว่า ไม่ได้ติ๊กปิดการเก็บข้อมูลโดย Search Engine เอาไว้

6. ตั้งค่า Permalink

Permalink Settings คือ การกำหนดการแสดงผลของ URL ว่าต้องการแบบไหน เช่น เป็นตัวเลข, เป็นวันที่, หรือเป็นข้อความ

การตั้งค่า Permalink ที่ดีที่สุด คือ การหนดให้ Url แสดงเป็นข้อความที่สอดคล้องกับ keyword บนหน้าเว็บ

แนะนำให้ตั้งค่าตามนี้ครับ

ไปที่ Settings > Permalink แล้วให้ติ๊กที่ช่อง Post name ตามรูปเลยครับ

7. ทำ HTTPS

การทำเว็บเราให้เป็น https:// อาจช่วยให้ google มองว่าเว็บเรามีคุณภาพ ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การจัดอันดับเว็บเราก็จะดีขึ้นได้ครับ หากเปรียบเทียบกับเว็บที่คล้ายกัน แต่เขาไม่ได้เข้ารหัสเว็บเอาไว้ โดยแนวโน้มผมเชื่อว่า google จะให้น้ำหนักเกี่ยวกับการทำเว็บให้ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นด้วย คู่มือทำ HTTPS

8. ติดตั้งปลั๊กอิน SEO

ปลั๊กอิน SEO คือ เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการปรับแต่ง SEO ทางเทคนิค เพื่อให้คนทั่วไปสามารถทำ SEO ได้โดยไม่จำเป็นต้อง Coding สำหรับปลั๊กอินที่ผมแนะนำ คือ ปลั๊กอิน Yoast SEO ครับ

9. ปรับ On Page

การปรับ On Page คือ การวางโครงสร้างของเนื้อหาในแต่ละหน้า ให้ Google Bot เข้าใจเนื้อหาบนหน้าเว็บของเราให้ง่ายที่สุด

หลักการปรับ on page ที่ดี 1 หน้า คุณต้องโฟกัสที่ keyword เดียว

หลักการปรับมีดังนี้

  • SEO Title: ต้องเขียนให้เด่น keyword เดียวอย่างมี keyword หน้าอื่นๆ มารบกวน
  • Meta description: ต้องมี keyword ปรากฏอยู่ด้วยอย่างน้อย 1 ครั้ง

ส่วนแนวทางการปรับจุดอื่นๆ ให้ทำตามคู่มือนี้: 12 ขั้นตอนปรับแต่ง On-Page SEO

10. ทำ Link Building อย่างมีระบบ

Link Building คือการเชื่อมโยงลิงก์ระหว่างหน้าในเว็บ และจากเว็บอื่นมายังเว็บเรา โดยใช้ Hyperlink ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของ SEO ที่ยังสำคัญเสมอ ดังนั้นทุกหน้าควรมีลิงก์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นธรรมชาติ

อ่านเพิ่มเติม: คู่มือทำ Link Building ฉบับเต็ม

11. เชื่อมต่อ Google search console

Google Search Console คือ บริการฟรีของ Google ที่ใช้เพื่อดูสถิติคนเข้าเว็บ ที่มาจากการค้นหาบน Google แบบธรรมชาติ (Organic Search) เท่านั้น ไม่รับรวม Traffic จาก Ads หรือมาจาก Social Media

ซึ่งสถิติที่เราได้จาก Google Search Console จะเป็นตัวช่วยให้เราเข้าใจวิธีการที่ Google ดูเว็บไซต์ของเรา และเอาข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเว็บ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บของเราติดหน้าแรกได้ง่ายขึ้นนั้นเอง

อ่านเพิ่มเติม: คู่มือติดตั้ง Google Search console

12. ส่ง sitemap

Sitemap คือ ไฟล์เกี่ยบกับการจัดระบบเนื้อหาหน้าเว็บไซต์ของเรา ที่เราสามารถส่งไปเพื่อบอก Google หรือ Search Engine อื่นๆ เพื่อให้โปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บ เช่น Googlebot สามารถรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

สำหรับเว็บ WordPress เราจะสร้าง Sitemap ผ่านพวกปลั๊กอิน SEO คุณอ่านจะใช้ปลั๊กอิน Yoast ในการทำก็ได้ วิธีการทำอยู่ในบทความนี้ครับ สร้าง sitemap WordPress

13. ทำ No index หน้าไม่สำคัญ

No index คือ การปิดกันหน้าเว็บ ไม่ให้ Google bot เข้ามาเก็บข้อมูล

การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ คือการทำเว็บให้มีข้อเสียน้อยที่สุด ข้อเสียหลักๆ ที่ผมพบเจออยู่บ่อยๆ คือ การที่เว็บของเรา มีจำนวนหน้าที่ไม่ดี มากกว่าจำนวนหน้าที่ดี

หน้าที่ไม่ดี คือ หน้าที่โครงสร้างข้อมูลไม่ถูกต้อง เช่นหน้าที่

  • ไม่มีประเด็นชัดเจน
  • ไม่มี Keyword ที่เด่นชัด
  • หน้าที่ไม่ได้เขียน Title กับ Meta Description
  • หน้าที่ไม่มีข้อมูลสำคัญ หรือหน้าที่มีเนื้อหาสั้นเกินไป
  • หน้าที่ใช้ Focus Keyword ซ้ำกับหน้าหลัก
  • ฯลฯ

14. ทำ Canonical หน้าที่เนื้อหาซ้ำ

การทำ Canonical คือเทคนิคลดจำนวนเนื้อหาที่ซ้ำกันบนเว็บของเรา การทำ Canonical ทำอย่างไร อ่านบทความนี้ประกอบนะ: Canonical Tags คืออะไร ทำอย่างไร

เว็บที่ทำ SEO ได้ผลดี ต้องมีความสมดุลของเนื้อหา คือมีจำนวนหน้าที่ดีมากกว่าหน้าที่ไม่ดี หรือหากเป็นไปได้ ต้องไม่มีหน้าที่ไม่ดีเลยได้ยิ่งดี

15. ทำ redirect 301 ทุกครั้งที่มีการแก้ไข URL

Redirect 301 คือ การเปลี่ยนเส้นทางของ URL หนึ่งไปยังอีก URL หนึ่งอย่างถาวร และยังเป็นตัวบ่งชี้ ให้ Google เข้าใจว่า URL ใหม่นี้เคยมีตัวตนมาก่อน ทำให้การติดอันดับบน Google ของเว็บเรายังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ใหม่

เป็นกฎสำคัญของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ ทุกครั้งที่มีการแก้ไข URL บนเว็บ คุณต้องทำ Redirect 301 URL ด้วยเสมอ สำหรับคุ่มือการทำอ่านบนความนี้นะ Redirect 301 บน WordPress

16. ทำ cache และปรับความเร็วเว็บ ด้วย Wp Rocket

Cache คือ ส่วนของข้อมูลที่ถูกเก็บซ้ำไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการใช้งานครั้งต่อไปโดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากแหล่งกำเนิดอีกครั้ง เมื่อแคชถูกสร้างขึ้น การเรียกใช้ข้อมูลในครั้งต่อไปจะถูกอ่านข้อมูลจากแคช แทนที่จะอ่านข้อมูลจากต้นฉบับเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงการเพิ่มความเร็วในการเรียกใช้งาน

ซึ่งวิธีการทำ Cache บน WordPress ที่ง่ายและดีที่สุด คือ การใช้ปลั๊กอิน WP-Rocket ในการทำครับ สำหรับการใช้งานปลั๊กอิน Wp-Rocket เข้าไปดูต่อที่บทความนี้ได้เลย วิธีการทำเว็บให้โหลดเร็ว100/100

17. ทำ SEO รูปภาพ

การทำ SEO รูปภาพ คือ การทำให้ Search Engine เข้าใจว่ารูปภาพที่เราใส่บนเว็บของเราคือรูปอะไร เพื่อสร้างโอกาสให้มีรูปภาพจากเว็บของเรา ไปปรากฏบนการค้นหา หมวดรูปภาพ

อ่านเพิ่มเพิ่มเติม: การทํา​ SEO รูปภาพ ฉบับเต็ม

18. ทำสารบัญ

สารบัญ ในความหมายการใช้งานบนเว็บไซต์ คือ ทางลัด ที่ช่วยให้ผู้อ่าน เข้าถึงข้อมูลที่เขาอยากรู้ในทันที การสร้างสารบัญ บน WordPress เราสามารถสร้างเป็น หัวข้อสำคัญเหมือนหนังสือ หรือทำเป็นปุ่มก็ได้

ประโยชน์ของสารบัญ กับ SEO

Brian Dean กูรู SEO ระดับโลก ได้เขียนเอาไว้ว่า การวางลิงค์ที่สารบัญ จะช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของเราได้ดีขึ้น และสารบัญเป็น 1 ในปัจจัยของการทำ SEO อีกด้วย

นอกจากนี้หากเว็บคุณมีสารบัญ และมีคนเข้ามาอ่าน และคลิกที่สารบัญเนื้อหาของคุณมากพอ ที่หน้าบทความนั้นจะเกิดเป็น sitelinks ซึ่งจะแสดงบนผลการค้นหา (Google SERP) อีกด้วย

ส่วนใครที่ยังทำสารบัญบน WordPress ไม่เป็น เข้าไปดูวิธีการทำจากคุ่มือนี้ได้เลยครับ คู่มือสร้างสารบัญ WordPress

19. อัพเดทเนื้อหาเป็นประจำ

Google ต้องการความสดใหม่ของเนื้อหาเสมอ ปล่อยให้เว็บทิ้งร้าง ไม่มีการเคลื่อนไหวไม่ได้ เพราะไม่ดีต่อการทำ SEO

และทุกคอนเทนต์บนเว็บของเรามันจะมี content lifecycle (ช่วงอายุของคอนเทนต์) คือ ทุกคอนเทนต์ ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ทำอะไรเลย มันจะมีวันหมดอายุเสมอ

ดังนั้นหากคุณต้องการรักษาอันดับ ให้ติดอย่างยังยืน ที่ตัวเว็บควรมีการเติมบทความ เรื่องราวๆ ใหม่เข้าไปเป็นประจำ อย่างน้อยๆ เดือนละ 1 บทความ รวมถึงบทความไหนที่ติดอันดับ ควรมีการเข้าไปอัพเดทเนื้อหาอย่างน้อยๆ 6 เดือนครั้ง อาจจะเข้าไปแก้ตัวเลขวันที่ เปลี่ยนรูปภาพให้สวยขึ้น หรือเติมถ้าเนื้อหาเดิมมันสั้นไป เราก็สามารถเติมให้ยาวขึ้นได้

สรุป สอน SEO WordPress

การทํา​ seo WordPress มันเป็นเรื่องของการเก็บรายละเอียดบนตัวเว็บของคุณให้สมบูรณ์ที่สุด แน่นอนมันมีรายละเอียดเยอะ และไม่ง่ายที่เราจะปรับแต่งได้ครบทุกจุด แต่การทำ SEO ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ การทำมันยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จะปรับแต่งอะไร ควรรีบลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *