การทํา​ SEO WordPress อย่างถูกวิธี เพื่อให้ง่ายต่อการติดอันดับ Google

การทำ SEO WordPress

WordPress เป็นเครื่องมือที่ง่ายต่อการทํา​ SEO เป็นอย่างมาก เพราะเขามีฟังชั่นต่างๆ มาให้อย่างครบถ้วน เพียงแค่คุณต้องรู้วิธีการปรับแต่งด้วย

บทความนี้ เป็นการสอนการทำ SEO บน WordPress แบบละเอียด โดยที่คุณสามารถปรับตามได้เลย

19 วิธีทำ SEO WordPress

  1. เลือกโฮสติ้งที่ดี
  2. เลือกธีมที่ดี
  3. ใช้ปลั๊กอินเท่าที่จำเป็น
  4. ตั้งค่า Site Title
  5. ตั้งค่า Search Engine Visibility
  6. ตั้งค่า Permalink
  7. ทำ HTTPS
  8. ติดตั้งปลั๊กอิน SEO
  9. ปรับ On Page 
  10. ทำ Link Building
  11. เชื่อมต่อ Google search console
  12. ส่ง sitemap
  13. ทำ No index หน้าไม่สำคัญ
  14. ทำ Canonical หน้าที่เนื้อหาซ้ำ
  15. ทำ redirect 301 ทุกครั้งที่มีการแก้ไข url
  16. ทำ cache และปรับความเร็วเว็บ ด้วย Wp Rocket
  17. ทำ SEO รูปภาพ
  18. ทำสารบัญ
  19. อัพเดทเนื้อหาเป็นประจำ

ประหยัดเวลาเรียนรู้ สนใจเรียน SEO รอบสอนสด คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย

รับสอน seo

1. เลือกโฮสติ้งที่ดี

เว็บโหลดช้า หรือโหลดเร็ว ขึ้นอยู่กับโฮสติ้ง ถ้าคุณเลือกโฮสติ้งผิดตั้งแต่แรก เราจะไม่สามารถปรับแต่งด้าน performance ได้เลย

เสปคของโฮสที่ WordPress ต้องการมีดังนี้

  • PHP version 7.4 or greater.
  • MySQL version 6 or greater OR MariaDB version 10.1 or greater.
  • HTTPS support
  • Nginx or Apache with mod_rewrite module

อ้างอิงจาก: WordPress.org

โฮสที่คุณเลือกใช้ต้องผ่านเกณฑ์ด้านบนเท่านั้น

ซึ่งคำศัพท์เทคนิคต่างๆ อาจจะทำให้คุณงง และเป็นการยากที่จะรู้ว่าโฮสติ้งที่ไหนผ่านเกณฑ์นี้บ้าง ผมเลยขอแนะนำโฮสที่ผมได้ทดสอบแล้ว ว่ามีคุณภาพดี และผ่านเกณฑ์ที่ WordPress ต้องการ

โฮสที่ผมแนะนำมีดังนี้

อ่านเพิ่มเติม: หลักการเลือก Hosting WordPress ที่ไหนดีที่สุด

2. เลือกธีม WordPress ที่ดี

จุดต่อมาที่ส่งผลต่อด้าน performance เช่นเดียวกับการเลือกโฮส คือ ธีมที่คุณเลือกใช้ เพราะบนโลกใบนี้นั้นมีธีม WordPress อยู่มากมาย มีทั้งธีมที่ดีและธีมที่ไม่ดี

องค์ประกอบของธีมที่ดี

  • ใช้งานง่าย
  • มีความยืดหยุ่น
  • มีคนใช้งานเยอะ
  • โหลดเร็ว (ธีมที่เบา)

และการใช้ธีม มักจะมาคู่กับการใช้งาน Page builder เสมอ เพื่อประสิทธิภายในด้านการออกแบบความสวยงาน นั้นแปลว่า คุณต้องรู้วิธีการจับคู่ ระหว่างธีม กับ Page builder ต่างๆ ด้วย

จากประสบการณ์ของผมที่ลองผิด ลองถูก กับการเลือกธีมมากมาย ผมจึงได้ข้อสรุปว่าธีมไหน ใช้กับ Page builder ตัวไหนแล้วมีประสิทธิภาพดีที่สุด ตามนี้เลย

  • ธีม flatsome (มี page builder ในตัว)
  • ธีม astra + elementor (page builder)
  • ธีม generatepress + generateblocks (page builder)
  • ธีม seedtheme + generateblocks (page builder)

ตัวอย่าง performance เว็บของผมที่ใช้ธีม Flatsome และโฮสติ้ง Siteground

3. ใช้ปลั๊กอินเท่าที่จำเป็น

เว็บโหลดเร็วหรือโหลดช้า ขึ้นอยู่กับจำนวนปลั๊กอินที่คุณเลือกใช้ด้วย ดังนั้นหลักการเกี่ยวกับการเลือกใช้ปลั๊กอินที่ถูกต้องมีดังนี้

  • ห้ามใช้ปลั๊กอิน เพราะเห็นว่าคนอื่นๆ เขาใช้กัน
    เช่นบางคนบอกว่า ใช้ WordPress ต้องลงปลั๊กอิน Jetpack ด้วยนะ คุณจะลงปลั๊กอิน Jetpack ได้ คุณต้องรู้ก่อนว่าปลั๊กอิน Jetpack เขาเอาไว้ทำอะไรบ้าง ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าปลั๊กอินตัวนี้เอาไว้ทำอะไร ผมแนะนำให้คุณไม่ต้องใช้มันครับ
  • ใช้ปลั๊กอินเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
    ฝึกใช้ Theme option ของธีมที่คุณเลือกให้เต็มประสิทธิภาพ หลายคนๆ มักจะใจร้อนไม่ศึกษาฟังชั่นต่างๆ ของธีมให้ดีก่อน เช่น บางธีมมี option สร้างรูปภาพแบบ slider ได้เองจากธีมเลย แต่บางคนไม่รู้ ก็ไปโหลดปลั๊กอิน slider มาใส่อีก แบบนี้เราเรียกว่าการใช้งานปลั๊กอินที่เกินความจำเป็น
  • ปลั๊กอินทีเป็น Third party ที่ต้องโหลด script มาจากเว็บอื่นเพื่อให้มาแสดงบนเว็บเรา ต้องเลือกใช้ให้น้อยที่สุด พวกนี้จะทำให้เว็บเราโหลดช้า เช่นพวกปลั๊กอิน Live chat หรือปลั๊กอินโชว์สถิติ คนเข้าเว็บ เป็นต้น

4. ตั้งค่า Site Title

Site Title คือ คำสั้นๆ ที่เป็นชื่อหัวของเว็บไซต์

ถ้าไม่สนใจด้าน SEO จุดนี้คุณไม่จำเป็นต้องสนใจ แต่หากคุณให้ความสำคัญกับการทำ SEO จุดนี้คุณต้องใส่ใจ

Site title ที่ดี ควรเขียนด้วยคำสั้นๆ โดยมากมักจะใส่ชื่อ Brand หรือชื่อโดเมน ลงไป ไม่ควรเขียน site title ด้วยรูปประโยคยาวๆ เพราะหากเราเขียน Site title ยาวเกินไป มันจะไปทำให้ page title ของเว็บคุณยาวเกินไปด้วย ไม่ส่งผลดีด้าน SEO

วิธีปรับ Site title บน WordPress

ให้เข้าไปที่หลังบ้านเว็บดูที่เมนู Settings > เลือก General

ตรง Site Title ให้เขียนเป็นชื่อ Brand, ชื่อเว็บ หรือ วลีสั้นๆ ห้ามเขียนเป็นรูปประโยคยาวๆ เด็ดขาด

5. ตั้งค่า Search Engine Visibility

ทุกเว็บไซต์ ที่อยู่บนอินเตอร์เนท ไม่ว่าคุณจำทำ SEO ดีหรือไม่ดี โดยปกติ Google สามารถส่ง Bot มาเก็บข้อมูลเว็บไซต์ได้ทุกเว็บ บนโลกใบนี้

แต่หลายๆ เว็บ ตอนที่กำลังสร้างเว็บ แต่ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อย อาจจะไปตั้งค่า ปิดไม่ให้ Google หรือ Search Engine ตัวอื่นๆ เข้ามาเก็บข้อมูลไว้

พอทำเว็บเสร็จเรียบร้อย ดันลืมเอาจุดนี้ออก จึงทำเว็บเว็บไม่ปรากฏในหน้าผลการค้นหา Google ได้

ดังนั้น เพื่อความชัวร์ ว่าคุณไม่ได้พลาดตั้งค่าปิดกั้น Google เอาไว้ ลองเข้าไปเช็คที่การตั้งค่า Search Engine Visibility ว่าได้เปิดการใช้งานไว้รึยัง

ให้เข้าไปที่ Setting > เลือกที่ reading > เลื่อนดูล่างๆ ตรงหัวข้อ Search Engine Visibility ต้องเอาติ๊กถูกออกเสมอ

6. ตั้งค่า Permalink

Permalink Settings คือ การกำหนดการแสดงผลของ URL ว่าต้องการแบบไหน เช่น เป็นตัวเลข, เป็นวันที่, หรือเป็นข้อความ

การตั้งค่า Permalink ที่ดีที่สุด คือ การหนดให้ Url แสดงเป็นข้อความที่สอดคล้องกับ keyword บนหน้าเว็บ

แนะนำให้ตั้งค่าตามนี้ครับ

ไปที่ Settings > Permalink แล้วให้ติ๊กที่ช่อง Post name ตามรูปเลยครับ

7. ทำ HTTPS

การทำเว็บเราให้เป็น https:// อาจช่วยให้ google มองว่าเว็บเรามีคุณภาพ ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า การจัดอันดับเว็บเราก็จะดีขึ้นได้ครับ หากเปรียบเทียบกับเว็บที่คล้ายกัน แต่เขาไม่ได้เข้ารหัสเว็บเอาไว้ โดยแนวโน้มผมเชื่อว่า google จะให้น้ำหนักเกี่ยวกับการทำเว็บให้ปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นด้วย

วิธีการทำเราจะทำได้ 2 วิธี คือ

  • ติดตั้งเองบนโฮสติ้ง
  • แจ้งโฮสติ้งทำให้

คำแนะนำของผมจุดนี้คุณไม่ต้องทำเอง ไปแจ้งโฮสที่คุณเลือกใช้บริการให้เขาทำให้ได้เลยครับ

แต่สำหรับคนที่อย่างลองทำเอง ให้อ่านบทความนี้นะ คู่มือทำ HTTPS

8. ติดตั้งปลั๊กอิน SEO

ปลั๊กอิน SEO คือ เครื่องมืออำนวยความสะดวกในการปรับแต่ง SEO ทางเทคนิค เพื่อให้คนทั่วไปสามารถทำ SEO ได้โดยไม่จำเป็นต้อง Coding

สำหรับปลั๊กอินที่ผมแนะนำ คือ ปลั๊กอิน Yoast SEO ครับ

Yoast SEO ทำอะไรได้บ้าง

  • Optimize On page SEO
  • Create Google Knowledge Graph (schema)
  • Create XML Sitemap
  • Create canonical URLs on every page
  • Fix duplicate content with Canonical
  • Fix Thin Content with Noindex
  • Redirect Function (premium version)

อ่านเพิ่มเติม: คู่มือใช้ Yoast SEO แบบละเอียด

9. ปรับ On Page

การปรับ On Page คือ การวางโครงสร้างของเนื้อหาในแต่ละหน้า ให้ Google Bot เข้าใจเนื้อหาบนหน้าเว็บของเราให้ง่ายที่สุด

หลักการปรับ on page ที่ดี 1 หน้า คุณต้องโฟกัสที่ keyword เดียว

หลักการปรับมีดังนี้

  • SEO Title: ต้องเขียนให้เด่น keyword เดียวอย่างมี keyword หน้าอื่นๆ มารบกวน
  • Meta description: ต้องมี keyword ปรากฏอยู่ด้วยอย่างน้อย 1 ครั้ง

ส่วนแนวทางการวาง heading H1-H6 มีดังนี้

  • H1 ต้องมีแค่ครั้งเดียว วางอยู่ช่วงบนๆ ของหน้าเว็บ แต่ไม่จำเป็นต้องวางไว้บนสุดก็ได้
  • เขียน H1 ให้เด่นแค่ประเด่นเดียว อย่าให้มี keyword หน้าอื่นๆ มารบกวน
  • สูตรการเขียน H1 ก็คือ “Keyword+คำขยายความ” แค่นั้น เขียนให้เด่นเรื่องเดียว
  • ต้องมีความหลากหลายของ Heading ไม่จำเป็นต้องมีครบ ทั้ง H1-H6 แต่ H1-H3 ต้องมี
  • H2 ต้องมีอย่างน้อย 4 ครั้ง
  • ต้องมี Focus Keyword อยู่ใน​ H2 อย่างน้อย 1ครั้ง
  • H3 ต้องมีอย่างน้อย 2 ครั้ง
  • มีคำที่เกี่ยวข้อง ปะปนอยู่บนบาง Heading ด้วย
  • หัวข้อที่ไม่สำคัญในเนื้อหา หรือเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Keyword เช่น พวกคำว่า คำถามที่ผมบ่อย, รีวิวจากลูกค้า, บทความล่าสุด ฯลฯ หัวข้อเหล่านี้เราต้องลดความสำคัญลง ให้ใช้เป็น H4 ไปเลย
  • แต่แน่นอนแม้ว่าคุณจะใช้ H4 ต้องคำนึงถึงความสวยงามที่หน้าเว็บด้วย ถ้าดูที่หน้าเว็บแล้วตัวอักษรมันเล็กไป ให้เพิ่ม pt หรือขนาดความใหญ่ของตัวอักษรด้วย
  • ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ Heading เช่น H1 ต้องไป H2, H2 ต้องไป H3, มี h3 แล้วจะกลับมา H2 อีกไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็น
  • เราใส่ Heading เพื่อแบ่งหัวข้อให้ชัดเจน ทำให้เนื้อหาดูอ่านง่ายเป็นหลัก มี H3 กลับไป H2 ได้ ไม่ใช่ปัญหา
  • Google ไม่ได้ดูแค่โครงสร้างของ Heading ที่เป็น Code HTML เพียงอย่างเดียว แต่ Google ดูระดับความใหญ่ของ Heading ที่มองเห็นด้วยตา ที่ปรากฏบนหน้าเว็บด้วย
  • ดังนั้น จุดไหนที่เป็น H1 ต้องมีขนาดตัวอักษรใหญ่ที่สุด, H2 ต้องมีขนาดรองลงมา อย่าทำให้ Heading ตัวอื่นๆ ใหญ่เท่า H1, H3 ก็ต้องเล็กกว่า H2, H4 ก็ต้องดูด้วยสายตาแล้วรู้สึกว่าเล็กกว่า H3
  • อย่าใช้ Heading เขียนเป็นย่อหน้ายาวๆ Heading ถูกสร้างมาเพื่อให้เขียนหัวข้อ ดังนั้นมันต้องไม่ยาวเกิน 1 บรรทัด ถ้าเกิน 1 บรรทัดมันคือย่อหน้า
  • ย่อหน้าแรกของแต่ละหน้าสำคัญสุด อย่าคัดลอก อย่าเขียนซ้ำ ต้องเขียนด้วยคำที่สดใหม่ แตกต่างจากเว็บคนอื่นให้ได้
  • แต่ละหน้าต้องยืนพื้น 1000 คำ (MS Word)

10. ทำ Link Building

Link Building คือ การเชื่อมโยงเนื้อหาบนเว็บ ทั้งภายในเว็บเราเองและจากเว็บภายนอก ด้วย Hyperlink ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ การทำ Link Building ถือเป็นกฎเหล็กในการทำ SEO ในปี 2021 เลยก็ว่าได้

หลักการทำ Link building มีดังนี้

  • ลิสต์ keyword เป้าหมายมาสัก 10 keyword
  • แบ่ง keyword เป็น 5 keyword หลัก กับ 5 keyword รอง
  • วางโครงสร้างเว็บหน้าแรก ให้คนเข้าเว็บ แล้วพบเจอทางเข้า​สู่​ 5 keyword หลักให้ได้ง่ายที่สุด
  • ทำลิงค์​เชื่อมโยงจากบทความ ไปหาหน้า main keyword
  • ส่วนในตัวบทความ ให้กระจายลิงก์ ตามนี้
    > ลิงค์ไปหน้า key หลักต้องมีอย่างน้อย 2-3 ลิงค์
    > key รองอย่างน้อย 2 ลิงก์
    > ลิงค์ไปหน้่าบทความ หรือสินค้า ที่เกี่ยวข้องกันต้องมีอย่างน้อย 1 ลิงก์
    > ต้องมี external อย่างน้อย 1 ลิงก์
  • ลิงค์ต้องกระจายให้ทั่วบทความ บน กลาง ล่าง ต้องมีลิงก์
  • keyword ของหน้ามันเอง ห้ามใส่ลิงก์ ออกไปหน้าอื่น
  • ตัวอักษรที่ทำสีไฮไลท์ กับ สีของลิงค์ อย่าไปใช้สีเดียวกัน
  • ต้องทำให้ user จดจำว่า เว็บเราอะไรคือลิงค์ จะได้เพิ่มโอกาสในการถูกกด จุดไหนที่เราใส่สี แล้วมีคนไปกด แต่เว็บไม่เปิดไปหน้าถัดไป แบบนี้ไม่ดี

อ่านเพิ่มเติม: คู่มือทำ Link Building ฉบับเต็ม

11. เชื่อมต่อ Google search console

Google Search Console คือ บริการฟรีของ Google ที่ใช้เพื่อดูสถิติคนเข้าเว็บ ที่มาจากการค้นหาบน Google แบบธรรมชาติ (Organic Search) เท่านั้น ไม่รับรวม Traffic จาก Ads หรือมาจาก Social Media

ซึ่งสถิติที่เราได้จาก Google Search Console จะเป็นตัวช่วยให้เราเข้าใจวิธีการที่ Google ดูเว็บไซต์ของเรา และเอาข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงเว็บ เพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บของเราติดหน้าแรกได้ง่ายขึ้นนั้นเอง

อ่านเพิ่มเติม: คู่มือติดตั้ง Google Search console

12. ส่ง site map

Sitemap คือ ไฟล์เกี่ยบกับการจัดระบบเนื้อหาหน้าเว็บไซต์ของเรา ที่เราสามารถส่งไปเพื่อบอก Google หรือ Search Engine อื่นๆ เพื่อให้โปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บ เช่น Googlebot สามารถรวบรวมข้อมูลจากเว็บไซต์ของเราได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

สำหรับเว็บ WordPress เราจะสร้าง Sitemap ผ่านพวกปลั๊กอิน SEO คุณอ่านจะใช้ปลั๊กอิน Yoast ในการทำก็ได้ วิธีการทำอยู่ในบทความนี้ครับ สร้าง sitemap WordPress

13. ทำ No index หน้าไม่สำคัญ

No index คือ การปิดกันหน้าเว็บ ไม่ให้ Google bot เข้ามาเก็บข้อมูล

การทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ คือการทำเว็บให้มีข้อเสียน้อยที่สุด ข้อเสียหลักๆ ที่ผมพบเจออยู่บ่อยๆ คือ การที่เว็บของเรา มีจำนวนหน้าที่ไม่ดี มากกว่าจำนวนหน้าที่ดี

หน้าที่ไม่ดี คือ หน้าที่โครงสร้างข้อมูลไม่ถูกต้อง เช่นหน้าที่

  • ไม่มีประเด็นชัดเจน
  • ไม่มี Keyword ที่เด่นชัด
  • หน้าที่ไม่ได้เขียน Title กับ Meta Description
  • หน้าที่ไม่มีข้อมูลสำคัญ หรือหน้าที่มีเนื้อหาสั้นเกินไป
  • หน้าที่ใช้ Focus Keyword ซ้ำกับหน้าหลัก
  • ฯลฯ

แล้วหน้าที่ดี คืออะไร?

หน้าเว็บที่ดี คือ หน้าที่มีโครงสร้างเนื้อหาครบในแบบที่ Google ต้องการ เบื้องต้น คุณสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการตรวจเช็คได้ On-page structure checklist

การลดหน้าเสีย หรือหน้าที่ไม่ดีทำอย่างไร?

เราสามารถลดหน้าเสียได้ 2 วิธี ครับ

  • แก้ไขข้อมูลเนื้อหาให้โครงสร้างครบตามที่เครื่องมือ On-page structure checklist ได้แนะนำไว้
  • ทำ No index หน้าที่ไม่สำคัญ เช่น หน้าเกี่ยวกับเรา, หน้าติดต่อเรา, หน้าวิธีสั่งซื้อสินค้า หน้าข้อตกลงและเงื่อนไข ฯลฯ

การทำ No index คือการบอกให้ Google ไม่ต้องมาเก็บข้อมูลที่หน้าเว็บของเรา ซึ่งเราควรทำ No index ในหน้าที่เราไม่ได้โฟกัสว่าจะต้องติดหน้าแรก Google นั้นเอง ซึ่งการทำ No index เราจำทำผ่านฟังชั่นที่มากับปลั๊กอิน Yoast ดูการทำ No index ที่รูปภาพประกอบนะ

14. ทำ Canonical หน้าที่เนื้อหาซ้ำ

การทำ Canonical คือเทคนิคลดจำนวนเนื้อหาที่ซ้ำกันบนเว็บของเรา การทำ Canonical ทำอย่างไร

อ่านบทความนี้ประกอบนะ: Canonical Tags คืออะไร ทำอย่างไร

เว็บที่ทำ SEO ได้ผลดี ต้องมีความสมดุลของเนื้อหา คือมีจำนวนหน้าที่ดีมากกว่าหน้าที่ไม่ดี หรือหากเป็นไปได้ ต้องไม่มีหน้าที่ไม่ดีเลยได้ยิ่งดี

เราต้องพยายามทำให้ Google มา Index เฉพาะหน้าที่มีคุณภาพดีเท่านั้น

15. ทำ redirect 301 ทุกครั้งที่มีการแก้ไข URL

Redirect 301 คือ การเปลี่ยนเส้นทางของ URL หนึ่งไปยังอีก URL หนึ่งอย่างถาวร และยังเป็นตัวบ่งชี้ ให้ Google เข้าใจว่า URL ใหม่นี้เคยมีตัวตนมาก่อน ทำให้การติดอันดับบน Google ของเว็บเรายังคงอยู่เหมือนเดิม ไม่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ใหม่

เป็นกฎสำคัญของการทำ SEO เลยก็ว่าได้ ทุกครั้งที่มีการแก้ไข URL บนเว็บ คุณต้องทำ Redirect 301 URL ด้วยเสมอ

สำหรับการทำ redirect 301 บน WordPress เราต้องใช้ปลั๊กอิน Redirection ในการทำครับ สำหรับคุ่มือการทำอ่านบนความนี้นะ Redirect 301บน WordPress

16. ทำ cache และปรับความเร็วเว็บ ด้วย Wp Rocket

Cache คือ ส่วนของข้อมูลที่ถูกเก็บซ้ำไว้ในคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการใช้งานครั้งต่อไปโดยไม่ต้องเรียกข้อมูลจากแหล่งกำเนิดอีกครั้ง เมื่อแคชถูกสร้างขึ้น การเรียกใช้ข้อมูลในครั้งต่อไปจะถูกอ่านข้อมูลจากแคช แทนที่จะอ่านข้อมูลจากต้นฉบับเพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย รวมถึงการเพิ่มความเร็วในการเรียกใช้งาน

ซึ่งวิธีการทำ Cache บน WordPress ที่ง่ายและดีที่สุด คือ การใช้ปลั๊กอิน WP-Rocket ในการทำครับ

สำหรับการใช้งานปลั๊กอิน Wp-Rocket เข้าไปดูต่อที่บทความนี้ได้เลย วิธีการทำเว็บให้โหลดเร็ว100/100

วิธีการตั้งค่า Wp-rocket แบบละเอียด ให้เริ่มต้นดูนาทีที่ 31 เป็นต้นไปครับ

17. ทำ SEO รูปภาพ

การทำ SEO รูปภาพ คือ การทำให้ Search Engine เข้าใจว่ารูปภาพที่เราใส่บนเว็บของเราคือรูปอะไร เพื่อสร้างโอกาสให้มีรูปภาพจากเว็บของเรา ไปปรากฏบนการค้นหา หมวดรูปภาพ

หลักการทำมีดังนี้

  • ขนาดไฟล์ของรูปอย่าให้เกิน 200kb
  • ขนาดความกว้างอย่าให้เกิน 1200px
  • ตั้งชื่อรูปบนคอมให้เป็นภาษาอังกฤษเสมอ
  • บีอัดรูปด้วยปลั๊กอินอีกชั้นนึง
  • ใส่ alt text ที่เป็น keyword ที่หลังรูปภาพด้วย ส่วนเทคนิคการใส่ alt text มีดังนี้
    > สมมุติ คุณมีรูปภาพทั้งหมด 20 รูป ให้คุณใส่ alt text ไปสัก 10 รูปภาพ อีก 10 รูปปล่อยว่างไว้
  • และใน 10 รูปที่คุณใส่ alt text ให้คุณใส่คำดังนี้
    > รูปที่ 1 2 และ 3 ให้ใส่ Focus keyword แบบเปะๆ
    > รูปที่ 4 5 และ 6 ให้ใส่คำที่เกี่ยวข้อง
    > รูปที่ 7-10 ให้ใส่คำธรรมชาติ
    > รูปที่ 11 เป็นต้นไป ไม่ต้องใส่ alt text

อ่านเพิ่มเพิ่มเติม: การทํา​ SEO รูปภาพ ฉบับเต็ม

18. ทำสารบัญ

สารบัญ ในความหมายการใช้งานบนเว็บไซต์ คือ ทางลัด ที่ช่วยให้ผู้อ่าน เข้าถึงข้อมูลที่เขาอยากรู้ในทันที การสร้างสารบัญ บน WordPress เราสามารถสร้างเป็น หัวข้อสำคัญเหมือนหนังสือ หรือทำเป็นปุ่มก็ได้

ประโยชน์ของสารบัญ กับ SEO

Brian Dean กูรู SEO ระดับโลก ได้เขียนเอาไว้ว่า การวางลิงค์ที่สารบัญ จะช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของเราได้ดีขึ้น และสารบัญเป็น 1 ในปัจจัยของการทำ SEO อีกด้วย

นอกจากนี้หากเว็บคุณมีสารบัญ และมีคนเข้ามาอ่าน และคลิกที่สารบัญเนื้อหาของคุณมากพอ ที่หน้าบทความนั้นจะเกิดเป็น sitelinks ซึ่งจะแสดงบนผลการค้นหา (Google SERP) อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม: Google Sitelinks คืออะไร และวิธีการทำให้ Sitelinks แสดงบน Google

ส่วนใครที่ยังทำสารบัญบน WordPress ไม่เป็น เข้าไปดูวิธีการทำจากคุ่มือนี้ได้เลยครับ คู่มือสร้างสารบัญ WordPress

19. อัพเดทเนื้อหาเป็นประจำ

Google ต้องการความสดใหม่ของเนื้อหาเสมอ ปล่อยให้เว็บทิ้งร้าง ไม่มีการเคลื่อนไหวไม่ได้ เพราะไม่ดีต่อการทำ SEO

และทุกคอนเทนต์บนเว็บของเรามันจะมี content lifecycle (ช่วงอายุของคอนเทนต์) คือ ทุกคอนเทนต์ ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ โดยไม่ทำอะไรเลย มันจะมีวันหมดอายุเสมอ

ดังนั้นหากคุณต้องการรักษาอันดับ ให้ติดอย่างยังยืน ที่ตัวเว็บควรมีการเติมบทความ เรื่องราวๆ ใหม่เข้าไปเป็นประจำ อย่างน้อยๆ เดือนละ 1 บทความ รวมถึงบทความไหนที่ติดอันดับ ควรมีการเข้าไปอัพเดทเนื้อหาอย่างน้อยๆ 6 เดือนครั้ง อาจจะเข้าไปแก้ตัวเลขวันที่ เปลี่ยนรูปภาพให้สวยขึ้น หรือเติมถ้าเนื้อหาเดิมมันสั้นไป เราก็สามารถเติมให้ยาวขึ้นได้

สรุป สอน SEO WordPress

การทํา​ seo WordPress มันเป็นเรื่องของการเก็บรายละเอียดบนตัวเว็บของคุณให้สมบูรณ์ที่สุด แน่นอนมันมีรายละเอียดเยอะ และไม่ง่ายที่เราจะปรับแต่งได้ครบทุกจุด แต่การทำ SEO ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ การทำมันยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น จะปรับแต่งอะไร ควรรีบลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

ประหยัดเวลาเรียนรู้ สนใจเรียน SEO รอบสอนสด คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย

รับสอน seo

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น