ทำ Backlink อย่างไรให้ได้ผล รวมตัวอย่าง Backlink ฟรีและเสียเงิน

ทำ backlink

การทำ Backlink คือการหาหรือสร้างโอกาสให้เว็บไซต์อื่นเชื่อมลิงก์กลับมายังเว็บของเรา ทำได้ทั้งแบบฟรี แบบ Outreach และแบบเสียเงิน แต่หัวใจไม่ได้อยู่ที่จำนวนลิงก์ ทว่าอยู่ที่การได้ลิงก์จากหน้าที่เกี่ยวข้อง มีคุณภาพ และมีโอกาสถูกใช้งานจริง เพราะลิงก์เพียงไม่กี่เส้นจากแหล่งที่ถูกต้อง ส่งพลังได้มากกว่าลิงก์จำนวนมากที่ไร้คุณภาพ

ก่อนทำ Backlink ต้องเตรียมอะไรบ้าง

ก่อนเริ่มหาแหล่ง Backlink ควรกำหนดเป้าหมายให้ชัดเสียก่อน เพราะการรู้ว่าจะทำลิงก์ ไปหน้าไหน จากแหล่งไหน และใช้ข้อความอะไรเป็น Anchor Text จะช่วยให้การทำ Backlink มีทิศทางมากกว่าการสร้างลิงก์ไปเรื่อยๆ

เลือก Target URL ที่จะดันอันดับ

ขั้นแรกคือเลือก Target URL หรือหน้าที่เราต้องการให้ Backlink ช่วยเสริมความแข็งแรง ไม่ควรส่ง Backlink ทุกเส้นเข้า Homepage เพียงหน้าเดียว โดยหน้าที่เราควรเลือกเป็นเป้าหมายได้แก่

  • หน้าบริการ ที่ต้องการให้คนค้นเจอและติดต่อเข้ามา
  • หน้าสินค้า ที่ต้องการปิดการขาย
  • หน้า Category ที่รวมสินค้าหรือบทความในกลุ่มเดียวกัน
  • บทความสำคัญ ที่เป็นเนื้อหาหลักของเว็บ
  • Landing Page ที่สร้างขึ้นเพื่อทำอันดับคำใดคำหนึ่งโดยเฉพาะ

ดูว่าคู่แข่งมี Backlink จากไหน

ก่อนสร้าง Backlink ใหม่ ลองตรวจสอบเว็บไซต์ที่ติดอันดับอยู่เหนือเราก่อนว่า พวกเขาได้รับลิงก์มาจากเว็บไซต์ใด และมีแหล่งไหนที่เราสามารถเข้าไปสร้างลิงก์ในลักษณะเดียวกันได้บ้าง

วิธีนี้เรียกว่า Competitor Backlink Analysis หรือการหา Link Gap ซึ่งช่วยให้เราเห็นโอกาสได้เร็วขึ้น เช่น คู่แข่งอาจมีลิงก์จาก

  • เว็บไซต์ในอุตสาหกรรมเดียวกัน
  • Business Directory
  • Guest Post
  • สำนักข่าวหรือสื่อออนไลน์
  • Partner หรือ Association
  • Community ที่เกี่ยวข้อง

เราไม่จำเป็นต้องทำตามคู่แข่งทุกลิงก์ แต่ควรใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นในการหาแหล่ง Backlink ที่ Google เห็นอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ในกลุ่มเดียวกับเรา

อ่านเพิ่มเติม: วิธีเช็ค Backlink และวิเคราะห์ลิงก์ของคู่แข่ง

วางแผน Anchor Text

Anchor Text คือข้อความที่ใช้เป็นลิงก์ไปยัง Target URL และควรวางแผนให้มีความหลากหลาย ไม่ใช้ Keyword คำเดิมซ้ำทุกอัน ควรมี Anchor หลายแบบปนกัน โดยแบ่งกว้างๆ ได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้

  • Brand ใช้ชื่อแบรนด์ เช่น “Padvee”
  • URL ใช้ที่อยู่เว็บตรงๆ เช่น “padveewebschool.com”
  • Partial Match ใช้คำที่เกี่ยวข้องเป็นรูปประโยค เช่น “เรียนทำ SEO กับ Padvee”
  • Exact Match ใช้คำหลักตรงตัว เช่น “ทำ Backlink”

หลักสำคัญ Exact Match ควรใช้อย่างพอดีและกระจายไปกับ Anchor Text รูปแบบอื่นบ้าง เพื่อให้ Link Profile ดูเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละเว็บไซต์ที่ลิงก์มา

เมื่อกำหนด Target URL, วิเคราะห์ Backlink คู่แข่ง และวาง Anchor Text เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปจึงค่อยเริ่มหาแหล่ง Backlink และเลือกว่าจะเริ่มจากวิธีฟรี วิธีสร้างเนื้อหา หรือวิธีที่ต้องใช้งบประมาณ

roadmap ทำ Backlink

วิธีทำ Backlink ฟรี มีอะไรบ้าง

Backlink ฟรี คือลิงก์ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ทันที เพราะนอกจากจะไม่มีค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยสร้างฐานลิงก์ที่เป็นธรรมชาติให้เว็บของเรา และหลายวิธีก็เป็นสิ่งที่เว็บคุณภาพทุกเว็บควรมีอยู่แล้ว ต่อไปนี้คือ 6 วิธีที่เราสามารถทำได้ฟรีๆ

1. Backlink จาก Profile (Social / Business Profile)

วิธีที่ง่ายที่สุดคือสร้าง Profile ของบุคคลหรือธุรกิจบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ แล้วใส่ข้อมูลเว็บไซต์ของเราไว้ใน Profile เหมาะกับ เว็บไซต์ใหม่และธุรกิจที่ต้องการสร้างตัวตนของแบรนด์บนอินเทอร์เน็ต เพราะทำง่าย ควบคุมข้อมูลเองได้ และควรเป็นหนึ่งในสิ่งแรกๆ ที่ทำหลังจากเปิดเว็บไซต์ ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น

Platform รูปแบบ เหมาะกับ DR
LinkedIn Personal / Company Profile บุคคลและธุรกิจ 99
Facebook Business Page ธุรกิจทั่วไป 100
YouTube Channel Profile Brand / Content Creator 99
Trustpilot Business Profile ธุรกิจ / Brand 94
GitHub Profile / Project Developer / Technology 97
About.me Personal Profile Personal Brand 90

2. ทำ Backlink จาก Community และเว็บบอร์ด

Community และเว็บบอร์ดเป็นอีกแหล่งที่สามารถสร้าง Backlink ได้ฟรี โดยเฉพาะเมื่อมีพื้นที่พูดคุยเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือความรู้ในอุตสาหกรรมของเรา ตัวอย่างเช่น

  • Pantip
  • Dek-D
  • Wongnai
  • Blogdit
  • Bloggang
  • Postjung
  • Lemon8
  • Reddit
  • Quora
  • Facebook Group
  • Community เฉพาะทาง
  • Forum ในอุตสาหกรรม

หัวใจของวิธีนี้คือ อย่าเข้าไปเพื่อแปะลิงก์อย่างเดียว ควรตอบคำถามหรือสร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ก่อน แล้วจึงใส่ลิงก์ในกรณีที่หน้าบนเว็บไซต์ของเราช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องนั้นเพิ่มเติมได้จริง

ตัวอย่างเช่น หากมีคนถามว่า “Backlink คืออะไร” เราอาจตอบคำถามให้ครบก่อน แล้วจึงใส่ลิงก์ไปยังคู่มือ Backlink ของเราเป็นแหล่งอ่านเพิ่มเติม วิธีนี้ทำให้ลิงก์มี Context และเหตุผลในการถูกคลิก มากกว่าการเข้าไปโพสต์ URL ตรงๆ

3. Business Directory ที่เกี่ยวข้อง

คือการนำเว็บไซต์ไปลงในไดเรกทอรีที่รวบรวมธุรกิจหรือเว็บในหมวดเดียวกัน จุดสำคัญคือต้องเลือกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหรือพื้นที่ของเราจริงๆ ไม่ใช่หว่านลงทุกที่ เพราะไดเรกทอรีคุณภาพต่ำที่รวมเว็บมั่วทุกประเภทแทบไม่ส่งพลัง และอาจกลายเป็นสัญญาณลบ นอกจากไดเรกทอรีทั่วไปแล้ว ยังมีแหล่งเฉพาะทางที่ได้ยากกว่าแต่ทรงพลังกว่า

  • Local เช่น Google Business Profile, Longdo Map สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือให้บริการตามพื้นที่
  • Job Board เช่นหน้าโปรไฟล์บริษัทบน JobThai หรือ JobsDB
  • YellowPages สมุดหน้าเหลืองออนไลน์ ที่เปิดให้สร้างโปรไฟล์บริษัทและใส่เว็บไซต์
  • Yelp สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้านหรือให้บริการในพื้นที่
  • Association สมาคมหรือชมรมในอุตสาหกรรมของเรา
  • University (.ac.th) จากหน้ากิจกรรม ศิษย์เก่า ทุน หรือความร่วมมือ
  • Government (.go.th) จากทะเบียนผู้ประกอบการ งาน CSR หรือข้อมูลเปิด
  • Partner / Supplier หน้าพาร์ตเนอร์หรือซัพพลายเออร์ของคู่ค้าที่เราทำงานด้วย

ลิงก์จากโดเมน .ac.th และ .go.th ได้มายากแต่มีน้ำหนักสูง เพราะเป็นกลุ่มโดเมนที่ Google มองว่าน่าเชื่อถือ และเป็นจุดที่ทำให้คอนเทนต์เรื่องนี้ต่างจากบทความแจกเว็บ Backlink ฟรีทั่วไป

4. สร้าง Content บนแพลตฟอร์มอื่นแล้วลิงก์กลับ

หลายแพลตฟอร์มเปิดให้ผู้ใช้งานเผยแพร่บทความหรือ Content ได้ฟรี เราสามารถใช้ช่องทางเหล่านี้กระจายความรู้ไปยังกลุ่มผู้ใช้งานใหม่ และเชื่อมกลับมายังเว็บไซต์ของเราในจุดที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่น

Platform รูปแบบ Content DR
Substack Newsletter / Article 94
Medium Article 94
LinkedIn Articles บทความเชิงวิชาชีพ 99
Blockdit Article / Content 72
Vocal Media Article 82
Notion Public Page / Resource 89
Reddit Post / Discussion 95
GitHub Documentation / Repository 97
YouTube Video + Description 99
Google Sites Resource / Mini Website 100

ไม่ควรคัดลอกบทความจากเว็บไซต์ของเราไปวางตรงๆ แล้วใส่ Backlink เพราะมันจะกลายเป็นการสร้างเนื้อหาซ้ำกันเอง  แต่ควรสร้าง Content ที่ มีคุณค่าชิ้นใหม่แทน และใช้ลิงก์พาผู้อ่านไปยังข้อมูลที่ละเอียดกว่าส่งกลับมายังเว็บของเรา วิธีนี้จะทำให้ Backlink มีโอกาสสร้างทั้ง Referral Traffic, Brand Visibility และการค้นพบเว็บไซต์ของเรา

5. ทำ Outreach เพื่อขอ Backlink

Outreach คือการติดต่อไปยังเว็บที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ใส่ลิงก์กลับมา โดยยังไม่ต้องจ่ายเงินซื้อบทความ รูปแบบที่ใช้บ่อยและทำฟรีได้คือ Broken Link Outreach, Unlinked Mention และการขอให้พาร์ทเนอร์หรือซัพพลายเออร์ใส่ลิงก์ในหน้าเกี่ยวกับเรา

Broken Link คือการชี้ให้เว็บอื่นเห็นว่าลิงก์เก่าในบทความเขาเสียแล้ว แล้วเสนอหน้าของเราเป็นแหล่งทดแทน Unlinked Mention คือการเจอเว็บที่พูดถึงแบรนด์หรือข้อมูลเราอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีลิงก์ แล้วขอให้ใส่ให้ ส่วน Partner Link คือการขอพื้นที่บนหน้าพันธมิตร ตัวแทนจำหน่าย หรือโครงงานที่ทำร่วมกัน

6. สร้าง Content ที่คนอยากลิงก์มาเอง

คือ การสร้างเนื้อหาที่ดีจนคนอื่นอยากอ้างอิงถึงเอง โดยที่เราไม่ต้องไปขอ ซึ่งเป็นวิธีได้ Natural Backlink ที่มีคุณภาพสูงและยั่งยืนที่สุด เหมาะกับคนที่ลงทุนกับคอนเทนต์ได้ในระยะยาว ประเภทเนื้อหาที่มักดึงลิงก์ได้ดีเช่น

  • งานวิจัยหรือข้อมูลที่เก็บขึ้นมาเอง
  • สถิติ
  • Case Study
  • Survey
  • เครื่องมือหรือ Calculator
  • Template
  • Checklist
  • Infographic
  • คู่มือที่ละเอียด
  • ข้อมูลเฉพาะที่หาไม่ได้จากเว็บไซต์อื่น

ตัวอย่างเช่น หากเราสำรวจเว็บไซต์ 1,000 แห่งแล้วเผยแพร่ข้อมูลว่า “เว็บไซต์ไทยใช้ WordPress กี่เปอร์เซ็นต์” นักเขียนหรือสำนักข่าวที่ต้องการใช้ตัวเลขดังกล่าวก็มีเหตุผลที่จะลิงก์กลับมายังงานต้นฉบับของเรา

นี่คือวิธีทำ Backlink ฟรีที่พลังสูงสุดในกลุ่มนี้ เพราะลิงก์เกิดจากคุณค่าของหน้ามันเอง ไม่ใช่จากการที่เราไปขอคนอื่นทำลิงก์ส่งมาให้

backlink ฟรี

วิธีทำ Backlink แบบเสียเงิน

เมื่อสร้างลิงก์จากองทางฟรีได้เต็มที่แล้ว อีกทางเลือกคือ การลงทุนเพื่อให้ได้ Backlink จากเว็บไซต์ที่เราเข้าถึงได้ยากด้วยวิธีปกติ จุดเด่นคือเลือกแหล่งลิงก์และควบคุมคุณภาพได้มากขึ้น แต่ก็มีต้นทุนและความเสี่ยงสูงกว่าวิธีฟรี จึงต้องคัดเลือกเว็บไซต์ให้รอบคอบ

Guest Post

Guest Post คือการนำบทความของเราไปเผยแพร่บนเว็บไซต์อื่น แล้วได้รับ Backlink กลับมายังเว็บของเรา จุดแข็งคือเราควบคุมได้เกือบทุกอย่าง ทั้งบริบทของเนื้อหา หน้าปลายทางที่จะให้ลิงก์ชี้ไป และตำแหน่งของลิงก์ในบทความ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิธีฟรีทั่วไปทำได้ยาก จึงมักได้ลิงก์ที่มีคุณภาพและเป็นธรรมชาติมากกว่า

แม้จะเรียกรวมอยู่ในกลุ่มเสียเงิน แต่ Guest Post มีทั้งแบบที่ต้องจ่ายค่าตีพิมพ์และแบบที่ได้ฟรีหากเนื้อหาของเรามีคุณค่าพอที่เว็บปลายทางอยากรับไปลง สิ่งที่ต้องระวังคือควรเลือกเว็บที่เกี่ยวข้องกับสายงานและมีคุณภาพจริง ไม่ใช่เว็บที่รับ Guest Post ทุกหัวข้อแบบไม่คัดกรอง เพราะลิงก์จากเว็บลักษณะนั้นแทบไม่ต่างจากการซื้อลิงก์คุณภาพต่ำ

รายละเอียดวิธีเลือกเว็บ และรวมแหล่งทำ Guest Post ทั้งฟรีและเสียเงิน ผมเขียนแยกไว้แล้วในบทความเรื่อง Guest Post

ซื้อ Backlink

การซื้อ Backlink คือการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ลิงก์จากหน้าเว็บที่คัดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลงบทความใหม่ การแทรกลิงก์ (Link Insertion) ในบทความที่มีอยู่ หรือการจ้างให้ช่วยจัดวางลิงก์ให้ วิธีนี้เร็วกว่าการรอ Natural Link และเจาะหน้าเป้าหมายได้ตรงกว่าของฟรี

แต่ต้องระวังเว็บที่สร้างขึ้นมาเพื่อขายลิงก์โดยเฉพาะ ไม่มี Traffic จริง เนื้อหาไม่เกี่ยวข้อง หรือมี Outbound Link จำนวนมาก เพราะลิงก์ที่ซื้อมาอาจไม่มีคุณค่าตามที่คาดหวัง เพราะเป็นวิธีที่มีรายละเอียดและความเสี่ยงเยอะ ทั้งเรื่องการเลือกแหล่งที่ปลอดภัย วิธีดูว่าลิงก์แบบไหนคุ้มค่า และวิธีซื้ออย่างไรไม่ให้เป็นสแปมหรือโดนหลอก ผมจึงเขียนแยกไว้อีกบทความเรื่อง ซื้อ Backlink ที่ไหนดี

Press Release และ Digital PR

Press Release เป็นอีกวิธีที่ช่วยกระจายข่าวหรือข้อมูลของธุรกิจไปยังเว็บไซต์ข่าวและเครือข่ายสื่อ เช่น จ้างเว็บข่าวดังๆ ได้ทั้งหมด ไทยรัฐ เดลินิวส์ ข่าวสด เป็นต้น ช่วยโปรโมทบริการของเรา โดยเป้าหมายหลักควรมองไปที่การสร้าง Brand Visibility, Referral Traffic และการได้รับการกล่าวถึงจากเว็บไซต์ภายนอก มากกว่าหวังเพียง Backlink จากการกระจายข่าวจำนวนมาก

ตัวอย่างการวางแผนทำ Backlink ให้เว็บไซต์หนึ่งหน้า

เพื่อให้เห็นภาพว่าการทำ Backlink จริงๆ ควรวางแผนอย่างไร ให้ดูตัวอย่างนี้ สมมุติว่าผมต้องการดันหน้า ที่ปรึกษา SEO ที่ URL คือ /seo-consultant/ ซึ่งเป็นหน้า Commercial มีคำหลักชัดเจน และเป็นหน้าที่ควรได้รับลิงก์จากภายนอกโดยตรง ไม่ใช่รับพลังอ้อมจากหน้าแรกอย่างเดียว

เป้าหมายในช่วงแรกไม่ใช่หาลิงก์ให้ได้มากที่สุด แต่คือจัดชุดลิงก์ให้ครบทั้งฐานฟรี ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง และลิงก์คุณภาพ 1–2 จุด แล้วกระจาย Anchor ไม่ให้คำว่า “ที่ปรึกษา SEO” ซ้ำทุกแห่ง

เราอาจวางแผนลิงก์ประมาณ 11 เส้น กระจายตามนี้

จะเห็นว่าสัดส่วนเน้นไปที่วิธีฟรี (Profile, Directory, Community รวม 9 เส้น) เป็นฐาน แล้วเสริมด้วยวิธีที่ลงแรงมากกว่าอีก 2 เส้น (Guest Post, Outreach) ที่ให้ลิงก์คุณภาพสูง การผสมแบบนี้ทำให้โปรไฟล์ลิงก์ของหน้าดูเป็นธรรมชาติ

กระจาย Anchor Text ไม่ให้ใช้ซ้ำคำเดียว

อีกสิ่งที่ต้องวางแผนควบคู่กันคือ Anchor Text หากต้องการทำอันดับคำว่า “ที่ปรึกษา SEO” ก็ไม่ควรทำ Backlink ทั้ง 11 ลิงก์ด้วย Anchor Text คำว่า ที่ปรึกษา SEO เหมือนกันทั้งหมด ตัวอย่างการกระจายสำหรับหน้านี้เช่น

Anchor Text ประเภท ใช้กี่เส้น
Padvee / Padvee Web School Brand 4
padveewebschool.com/seo-consultant URL 2
ที่ปรึกษา SEO / บริการ SEO Consultant Partial Match 3
อ่านเพิ่มเติม / คลิกที่นี่ Generic 1
ที่ปรึกษา SEO Exact Match 1

หลักคิดคือ เลือก Anchor Text ให้สัมพันธ์กับประโยคและเว็บไซต์ต้นทาง มากกว่ากำหนดว่าทุกลิงก์ต้องใส่ Keyword ที่เราต้องการทำอันดับ

และไม่จำเป็นว่า Backlink ทุกเส้นจะต้องชี้ตรงมายัง Target URL เสมอไป บางลิงก์ เช่น Profile หรือ Directory อาจเหมาะกับการส่งเข้า Homepage เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ แล้วใช้ Internal Link ภายในเว็บไซต์ช่วยส่งความแข็งแรงต่อมายังหน้าที่ปรึกษา SEO อีกทอดหนึ่ง

หลักการเดียวกันนี้สามารถใช้กับหน้าบริการอื่นได้ เช่น หากต้องการทำอันดับหน้า รับสอน SEO เราอาจสร้าง Backlink เข้าหน้าเนื้อหาที่เกี่ยวข้องก่อน แล้วใช้ Internal Link ช่วยส่งความแข็งแรงต่อไปยังหน้าบริการที่ต้องการดันอันดับ

ดังนั้นการวางแผน Backlink ที่ดีควรมองพร้อมกัน 3 เรื่อง คือ จะหา Backlink จากแหล่งไหน จะส่งลิงก์ไปหน้าไหน และจะใช้ Anchor Text อะไร ก่อนเริ่มลงมือสร้างลิงก์จริง

ควรทำ Backlink เดือนละกี่ลิงก์ และนานแค่ไหนถึงเห็นผล

สองคำถามที่คนทำ Backlink ถามบ่อยที่สุดคือ ควรทำเดือนละกี่ลิงก์ และทำไปแล้วนานแค่ไหนถึงเห็นผล ทั้งสองเรื่องไม่มีตัวเลขตายตัว แต่มีหลักให้ประเมินได้

เดือนละกี่ลิงก์

ไม่มีสูตรสำเร็จว่าต้องทำเดือนละ 10, 20 หรือ 50 ลิงก์ เพราะจำนวนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละเว็บ สิ่งที่ควรดูประกอบมีดังนี้

  • อายุเว็บ เว็บใหม่ที่เพิ่งเริ่มไม่ควรได้รับลิงก์จำนวนมากในเวลาสั้น เพราะดูผิดธรรมชาติ ควรค่อยเป็นค่อยไป ส่วนเว็บที่มีอายุและฐานลิงก์อยู่แล้วรองรับการเพิ่มได้เร็วกว่า
  • Link Profile เดิม ถ้าโปรไฟล์ลิงก์ปัจจุบันยังน้อยอยู่ การเพิ่มควรสมดุลกับสิ่งที่มี ไม่ใช่กระโดดขึ้นเป็นเท่าตัวในเดือนเดียว
  • คู่แข่ง ดูว่าเว็บที่ติดอันดับในคำที่เราต้องการ เขาได้ลิงก์เข้ามาในอัตราประมาณไหน เพื่อใช้เป็นกรอบอ้างอิงว่าเราต้องไล่ให้ทันควรมีระดับไหน
  • ความสามารถในการหาลิงก์คุณภาพ ทำได้เท่าที่ยังรักษาคุณภาพไหว ดีกว่าเร่งจำนวนจนได้ลิงก์แย่ปนเข้ามา
  • ความเป็นธรรมชาติ ภาพรวมการเติบโตของลิงก์ควรดูค่อยเป็นค่อยไป ให้เหมือนเว็บที่ได้ลิงก์มาเพราะเนื้อหาดีจริง

หลักคิดสำคัญคือ อย่าตั้งเป้าเป็นจำนวน แต่ตั้งเป้าเป็นคุณภาพ เปลี่ยนจากการถามว่า “เดือนนี้ต้องทำให้ได้ 30 Backlink” มาเป็น “เดือนนี้หา Backlink คุณภาพได้กี่ลิงก์” เพราะลิงก์ดีเพียงไม่กี่เส้นสร้างผลได้มากกว่าลิงก์จำนวนมากที่ไร้คุณภาพ และยังปลอดภัยมากกว่าด้วย

นานแค่ไหนถึงเห็นผล

ไม่มีระยะเวลาตายตัวเช่นกัน เพราะก่อนที่ลิงก์หนึ่งเส้นจะเริ่มส่งผล ต้องผ่านหลายขั้นตอนก่อน

  1. สร้าง Backlink
    ลิงก์ถูกวางบนเว็บไซต์ต้นทาง
  2. Google Crawl หน้าต้นทาง
    Googlebot ต้องเข้ามาพบหน้าที่มีลิงก์นั้นก่อน
  3. Google พบและประมวลผลลิงก์
    จากนั้นจึงพิจารณาว่าลิงก์ดังกล่าวควรถูกนำไปใช้เป็นสัญญาณหรือไม่
  4. ประเมินหน้าปลายทางใหม่
    Google นำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการประเมิน Target Page
  5. อันดับอาจขยับ
    หากลิงก์นั้นมีคุณภาพและถูกให้น้ำหนัก ก็อาจช่วยให้อันดับเปลี่ยนแปลงได้

บางลิงก์อาจเริ่มเห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว ขณะที่บางลิงก์อาจใช้เวลานาน หรือแทบไม่ส่งผลเลย หากหน้าต้นทางไม่มีคุณภาพ ไม่ถูก Index หรือ Google ไม่ให้น้ำหนักกับลิงก์นั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ Backlink ควรเน้น คุณภาพมากกว่าจำนวน เพราะการ “ได้ลิงก์มา” กับการที่ “Google นับลิงก์นั้นให้” เป็นคนละเรื่องกัน

วิธีเช็คว่า Backlink ที่ทำไปได้ผลหรือไม่

ทำ Backlink ไปแล้วก็ต้องรู้ว่ามันได้ผลหรือเปล่า ไม่ใช่ทำทิ้งไว้เฉยๆ การเช็กช่วยให้เรารู้ว่าลิงก์ที่ลงแรงไปถูกนับจริงไหม และวิธีไหนคุ้มค่าที่จะทำต่อ โดยมี 4 อย่างที่ควรไล่เช็กตามลำดับ

1. หน้าต้นทางถูก Index แล้วหรือยัง

จุดแรกที่ต้องเช็กคือหน้าเว็บที่วางลิงก์ให้เราถูก Google จัดเก็บเข้าดัชนีแล้วหรือไม่ เพราะถ้าหน้าต้นทางยังไม่ถูก Index ลิงก์บนหน้านั้นก็เท่ากับยังไม่มีตัวตนในสายตา Google และไม่ส่งผลใดเลย วิธีเช็กเบื้องต้นทำได้ด้วยการค้นด้วยคำสั่ง site: ตามด้วย URL ของหน้าต้นทางใน Google ถ้าเจอแปลว่าถูก Index แล้ว ถ้าไม่เจอก็ต้องรอหรือหาทางกระตุ้นให้หน้านั้นถูก Crawl ก่อน

2. เครื่องมือมองเห็นลิงก์แล้วหรือยัง

ต่อมาคือเช็กว่าลิงก์ที่เราทำไปถูกตรวจพบในระบบแล้วหรือไม่ เพราะแม้หน้าต้นทางจะถูก Index แล้ว แต่กว่าลิงก์จะถูกประมวลผลก็ใช้เวลาอีกระยะ การเช็กจุดนี้ช่วยยืนยันว่าลิงก์เข้าสู่ระบบแล้วจริง ไม่ใช่แค่เราวางไว้เอง สามารถดูได้ทั้งจากรายงานลิงก์ใน Google Search Console ของเว็บเรา และจากเครื่องมือวิเคราะห์ Backlink

3. หน้าปลายทางมีอันดับหรือ Traffic เปลี่ยนไปไหม

เมื่อลิงก์ถูกนับแล้ว ผลที่เราอยากเห็นจริงๆ คือหน้าปลายทางที่เราตั้งใจดัน มีอันดับดีขึ้นหรือได้ Traffic จากการค้นหาเพิ่มขึ้นหรือไม่ ตรงนี้คือตัวชี้วัดว่าการทำ Backlink ส่งผลต่อเป้าหมายจริง แต่ต้องดูเป็นแนวโน้มในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำลิงก์ เพราะดังที่อธิบายไปแล้วว่าผลของ Backlink ต้องใช้เวลา

4. มี Referral Traffic เข้ามาหรือไม่

ลิงก์ที่ส่งพลังจริงมักมีคนกดได้ ไม่ใช่ลิงก์ที่โผล่ในรายงานอย่างเดียว ให้ดูใน Google Analytics หรือรายงาน Referral ว่ามีคนเข้ามาจากหน้าต้นทางนั้นหรือไม่ แม้เดือนหนึ่งจะมีไม่กี่คลิก ก็ยังดีกว่าลิงก์ที่ไม่มีใครคลิกเข้ามาเลย จุดนี้เชื่อมกับหลัก Referral Click โดยตรง คือเป็นลิงกที่มีพลังสูงสุด แต่หากไม่มี Referral ก็ไม่ได้แปลว่าลิงก์นั้นไร้ค่าทันที โดยเฉพาะ Profile บางประเภทที่ทำเพื่อฐานแบรนด์เป็นหลัก

ทั้ง 4 จุดนี้เป็นการเช็กเบื้องต้นที่ทำได้เอง ส่วนวิธีใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs ในการดูรายละเอียดของลิงก์แต่ละเส้น อ่านค่าต่างๆ และประเมินคุณภาพลิงก์อย่างลึก ผมอธิบายไว้ครบในบทความเรื่อง เช็ค Backlink

ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยงในการทำ Backlink

หลายครั้งที่การทำ Backlink ไม่ได้ผล ไม่ใช่เพราะทำน้อยเกินไป แต่เพราะทำผิดวิธี ข้อผิดพลาดต่อไปนี้คือสิ่งที่พบบ่อยที่สุด และเกือบทั้งหมดเกิดจากการมองที่จำนวนมากกว่าคุณภาพ

ทำจำนวนมากโดยไม่สนคุณภาพ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่ายิ่งมีลิงก์เยอะยิ่งดี จึงไล่ทำลิงก์ให้ได้มากที่สุดโดยไม่ดูว่ามาจากไหน ทั้งที่จริงลิงก์คุณภาพต่ำจำนวนมากไม่ได้ช่วยอะไร และหากมาในรูปแบบที่ดูจงใจปั่น ยังอาจกลายเป็นสัญญาณลบ ลิงก์ดีเพียงไม่กี่เส้นจากแหล่งที่ใช่ ส่งพลังได้มากกว่าลิงก์แย่นับร้อยเสมอ

ใช้ Anchor Text เดิมซ้ำทุกลิงก์

การใช้ Anchor Text ที่ตรงคำหลักเหมือนกันทุกเส้น เป็นหนึ่งในรูปแบบที่ดูฝืนธรรมชาติชัดที่สุด เพราะลิงก์ที่เกิดขึ้นเองย่อมมีคนเรียกเราด้วยคำที่หลากหลาย ทั้งชื่อแบรนด์ URL และคำอธิบายทั่วไป การที่ลิงก์จำนวนมากใช้คำหลักเดียวกันเป๊ะ จึงเป็นสัญญาณของการจงใจปั่นอันดับ ตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อการวางแผน Anchor Text ด้านบน

แปะลิงก์ในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง

การได้ลิงก์จากเว็บที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับสายงานของเราเลย นอกจากจะแทบไม่ส่งพลังแล้ว ยังทำให้โปรไฟล์ลิงก์ดูไม่เป็นธรรมชาติ เพราะ Google มองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกันจึงลิงก์หาเรา ลิงก์ที่ดีควรมาจากเว็บหรือหน้าที่อยู่ในบริบทใกล้เคียงกับเนื้อหาปลายทางของเราเสมอ

เลือกเว็บจาก DR อย่างเดียว

หลายคนตัดสินคุณภาพของแหล่งลิงก์จากค่า DR สูงๆ เพียงอย่างเดียว ทั้งที่ DR เป็นเพียงตัวเลขคาดการณ์ความแข็งแรงของโดเมนในภาพรวม ไม่ได้บอกว่าหน้าที่จะให้ลิงก์เรานั้นมี Traffic จริงหรือเกี่ยวข้องกับเราหรือไม่ เว็บ DR สูงแต่เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องและไม่มีคนเข้า อาจให้ผลน้อยกว่าเว็บ DR ปานกลางที่ตรงสายและมีคนอ่านจริง ควรดูที่ความเกี่ยวข้อง Traffic และบริบทประกอบเสมอ ไม่ใช่ตัวเลขเดียว

ทำ Backlink ไปแต่ Homepage

การส่งลิงก์ทุกเส้นเข้า Homepage ทำให้หน้าที่เราอยากดันอันดับจริงๆ ไม่ได้รับแรงหนุน และทำให้โปรไฟล์ลิงก์ดูผิดธรรมชาติ เพราะเว็บที่ได้ลิงก์มาตามธรรมชาติ ผู้คนย่อมลิงก์ไปยังหน้าเนื้อหาหรือหน้าบริการที่เจาะจง ไม่ใช่หน้าแรกอย่างเดียว ควรเลือก Target URL ให้ตรงกับหน้าที่ต้องการผลลัพธ์ ตามที่พูดถึงในหัวข้อการเตรียมตัวและหัวข้อควรทำ Backlink ไปหน้าไหน

ไม่ตรวจว่าหน้าต้นทางถูก Index หรือไม่

ไม่เคยกลับไปเช็กว่าหน้าที่วางลิงก์ให้เราถูก Google จัดเก็บเข้าดัชนีจริงหรือไม่ ถ้าหน้าต้นทางไม่ถูก Index ลิงก์นั้นก็แทบไม่มีความหมาย เท่ากับเสียแรงฟรี การตรวจสอบหลังทำลิงก์จึงสำคัญไม่แพ้การทำลิงก์เอง ตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อวิธีเช็คว่า Backlink ได้ผลหรือไม่

สรุป ทำ Backlink ฟรีให้ครบก่อน แล้วค่อยขยับไปจ่ายเงิน

การทำ Backlink ที่ได้ผลควรเริ่มจากการวางแผนก่อนเสมอ ทั้งการเลือก Target URL ที่ต้องการดันอันดับ ดูว่าคู่แข่งมี Backlink จากแหล่งไหน และวาง Anchor Text ให้หลากหลาย ไม่ใช้คำเดิมซ้ำทุกลิงก์

จากนั้นค่อยเริ่มสร้าง Backlink ฟรีที่เราควบคุมได้เอง เช่น Profile, Community, Business Directory, Content Platform, Outreach และการสร้าง Linkable Asset ที่มีโอกาสได้ Natural Backlink เพราะช่องทางเหล่านี้ช่วยสร้างฐาน Link Profile โดยยังไม่ต้องรีบลงทุน

เมื่อฐานเริ่มแข็งแรงแล้ว และต้องแข่งขันกับ Keyword ที่ยากขึ้น จึงค่อยขยับไปใช้ Guest Post หรือซื้อ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ซึ่งแม้จะช่วยให้เข้าถึงแหล่งลิงก์ได้เร็วกว่า แต่ก็ต้องคัดเลือกให้รอบคอบมากกว่าเช่นกัน

สิ่งสำคัญคือ อย่าวัดความสำเร็จจากจำนวน Backlink ที่ทำได้ แต่ให้ดูว่าลิงก์นั้นมาจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง มี Traffic จริง หน้าต้นทางถูก Index อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และช่วยให้ Target Page แข็งแรงขึ้นหรือไม่

ดังนั้นแนวทางที่ผมแนะนำคือ เริ่มจากของฟรีให้ครบ ทำอย่างเป็นระบบ ตรวจผลอย่างต่อเนื่อง แล้วค่อยลงทุนกับลิงก์ที่มีคุณภาพเมื่อจำเป็น เพราะสุดท้ายแล้ว Backlink ที่ดีไม่ใช่ลิงก์ที่ได้มาเยอะที่สุด แต่คือลิงก์ที่มีเหตุผล มีคุณภาพ และช่วยให้หน้าที่เราต้องการผลักมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้นจริง

ไม่อยากพลาดบทความใหม่จาก Padvee

เพิ่มเว็บไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูลที่คุณชื่นชอบบน Google เพื่อให้คุณมีโอกาสเห็นเนื้อหาจากเรามากขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *