Ahrefs คือ หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นตัว Top สุดในวงการ SEO ซึ่งช่วยให้คุณเข้าใจภาพรวมของเว็บไซต์ของคุณเองและและเว็บไซต์คู่แข่งได้อย่างชัดเจน บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Ahrefs ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงฟังก์ชันการใช้งานหลักๆ พร้อมกับคำศัพท์และแนวทางต่อยอดที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
Ahrefs คืออะไร?
Ahrefs คือ แพลตฟอร์มการวิเคราะห์และติดตาม SEO ที่มีเครื่องมือและฟีเจอร์ต่างๆ ครบครัน ช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ค้นหาคีย์เวิร์ดที่น่าสนใจ วิเคราะห์ backlink และติดตามอันดับในผลการค้นหาบน Google ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยฐานข้อมูลที่ครอบคลุมและอัพเดตอยู่เสมอ Ahrefs จึงเป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับทั้งนักการตลาดดิจิทัลมืออาชีพและผู้เริ่มต้น
Ahrefs ใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- วิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์: ตรวจสอบประสิทธิภาพของโดเมนและหน้าเว็บ
- วิเคราะห์คีย์เวิร์ด: ค้นหาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมและวิเคราะห์การแข่งขันในตลาด
- ติดตามอันดับ: ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงอันดับของเว็บไซต์ในผลการค้นหา
- วิเคราะห์ backlink: ตรวจสอบลิงก์ภายนอกที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์
- เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: สำรวจจุดแข็งและจุดอ่อนของคู่แข่งเพื่อวางแผนกลยุทธ์
แพคเกจและราคาต่างๆ
Ahrefs มีแพคเกจให้เลือกหลายระดับเพื่อรองรับความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน
โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่เริ่มต้นใช้งาน ควรสังเกตว่าราคาในแพคเกจเริ่มต้น (Lite) จะเป็นแบบ Pay-as-you-go นั่นคือคุณจะได้รับเครดิตการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนหนึ่งต่อเดือน เช่น 500 ครั้ง ซึ่งหากเกินจากจำนวนนี้ ค่าบริการจะถูกคิดตามการใช้งานจริง
ข้อควรระวังในการใช้งาน Ahrefs
- ค่าบริการแบบ Pay-as-you-go: ผู้ใช้ต้องคำนึงถึงจำนวนคลิกหรือการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้งานไปเพื่อหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น
- ความคลาดเคลื่อนของข้อมูล: ข้อมูลที่ได้จาก Ahrefs ไม่ได้มาจาก Google โดยตรง จึงอาจมีความคลาดเคลื่อนบ้าง ควรใช้งานเครื่องมือนี้เพื่อดูภาพรวมและเทรนด์โดยรวมของ SEO มากกว่าการพึ่งพาข้อมูลเฉพาะจุด
- การใช้งานอย่างรอบคอบ: เมื่อใช้งาน Ahrefs ควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ SEO ร่วมกับเครื่องมืออื่นๆ เพื่อความถูกต้องและแม่นยำสูงสุด
ข้อดีและข้อเสียของ Ahrefs
ข้อดี:
- ฐานข้อมูลขนาดใหญ่และครอบคลุม
- ฟังก์ชันการวิเคราะห์หลากหลายที่ช่วยให้เห็นภาพรวมของ SEO ได้ชัดเจน
- อินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่ายและเหมาะสำหรับมือใหม่
ข้อเสีย:
- ค่าบริการที่อาจสูงสำหรับผู้ที่ใช้งานในระดับเริ่มต้นหรือธุรกิจขนาดเล็ก
- ข้อมูลบางส่วนอาจมีความคลาดเคลื่อนเมื่อเทียบกับข้อมูลที่ได้จาก Google โดยตรง
- ต้องระวังการใช้งานเกินเครดิตที่มีอยู่ในแพคเกจที่เลือก
ฟังก์ชันหลักที่ใช้งานบ่อยใน Ahrefs และวิธีใช้งาน
Site Explorer
ฟีเจอร์นี้ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับโดเมนหรือ URL ที่ต้องการได้อย่างละเอียด เช่น จำนวน backlink, referring domains, และข้อมูลการเข้าชมเว็บไซต์ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการวิเคราะห์ความแข็งแกร่งของเว็บไซต์และหาแนวทางปรับปรุง SEO
Keywords Explorer
ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ดได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการค้นหา, ความยากของคีย์เวิร์ด, และข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน ทำให้คุณสามารถวางแผนกลยุทธ์คอนเทนต์และการทำ SEO ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
SERP Overview
ฟีเจอร์นี้ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของผลการค้นหาใน Google โดยการแสดงข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับต้นๆ รวมถึงความแตกต่างของคีย์เวิร์ดและการแข่งขันในตลาด ช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์และปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาพการแข่งขันจริง
Rank Tracker
ช่วยให้คุณติดตามอันดับของเว็บไซต์ในผลการค้นหาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงคีย์เวิร์ดหรือทำการอัพเดตเนื้อหา ระบบ Rank Tracker จะช่วยแจ้งเตือนและแสดงการเปลี่ยนแปลงของอันดับเพื่อให้คุณสามารถวางแผนปรับปรุงได้ทันที
Backlink Checker
เครื่องมือนี้เป็นหัวใจของการวิเคราะห์ลิงก์ภายนอก (backlinks) โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนและคุณภาพของลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ รวมถึงการวิเคราะห์ว่า backlink เหล่านั้นมาจากโดเมนที่มีความน่าเชื่อถือเพียงใด
Competitor Content Gap
ฟีเจอร์นี้ช่วยแนะนำคีย์เวิร์ดของคู่แข่งที่มีการติดอันดับ แต่เว็บของคุณยังไม่ได้ทำ หรือยังไม่ติดอันดับในคำพวกนั้น เราก็จะใช้คำต่างๆ ที่ปรากฏนี้ มาทำเป็นคอนเทนต์บนเว็บของเรา เพื่อดึงดูดการเข้าชมมากขึ้น โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่ได้จากคู่แข่งนั้นเอง
Google Update Timeline
ฟีเจอร์นี้ช่วยติดตามและแจ้งเตือนการอัปเดตอัลกอริทึมของ Google ที่อาจส่งผลต่อ SEO ของเว็บไซต์ของคุณ การรู้เวลาที่ Google มีการอัปเดตสามารถช่วยให้คุณปรับปรุงและวางแผนการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ได้ทันท่วงที
Page Inspect
เครื่องมือนี้ช่วยให้คุณตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเฉพาะของแต่ละหน้าเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์โครงสร้าง HTML, การตั้งค่า meta tag, หรือการวิเคราะห์ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ รวมถึงการช่วยวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาในแต่ละช่วงเวลาทั้งของหน้าเว็บคุณเอง และเว็บคู่แข่ง ช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาและปรับปรุง SEO ในระดับหน้ารายละเอียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำศัพท์สำคัญเกี่ยวกับการใช้งาน Ahrefs
เพื่อให้การใช้งาน Ahrefs มีความเข้าใจและนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง เราจึงจำเป็นต้องรู้จักกับคำศัพท์ที่ใช้บ่อยในเครื่องมือนี้:
- DR (Domain Rating): ค่าที่บ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือและคุณภาพของโดเมน ยิ่งค่ามากเท่าไร โดเมนนั้นก็ยิ่งมีความน่าเชื่อถือในสายตาของเครื่องมือค้นหา
- Ahrefs Rank: การจัดอันดับของเว็บไซต์ภายในฐานข้อมูลของ Ahrefs โดยยิ่งค่า Ahrefs Rank ต่ำ (อันดับที่ดี) ยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งและคุณภาพของลิงก์ที่เว็บไซต์นั้นมี
- Referring Domains: จำนวนโดเมนที่มีการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ของคุณ ยิ่งมีจำนวนมากแสดงถึงความน่าเชื่อถือและความหลากหลายของแหล่ง backlink
- Organic Traffic: ปริมาณการเข้าชมที่เกิดจากการค้นหาธรรมชาติ (ไม่ต้องจ่ายเงิน) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของกลยุทธ์ SEO
- Organic Keywords: คีย์เวิร์ดที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาธรรมชาติ เป็นข้อมูลที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่าผู้ใช้ค้นหาด้วยคำไหนและความเกี่ยวข้องของคีย์เวิร์ดเหล่านั้น
- Parent Topic: หัวข้อหลักที่ครอบคลุมกลุ่มคีย์เวิร์ดหลายๆ คำ ซึ่งช่วยให้คุณวางแผนคอนเทนต์ในรูปแบบกลุ่มและเพิ่มความเกี่ยวข้องของเนื้อหา
- Domain Traffic: ปริมาณการเข้าชมทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งรวมถึงการค้นหาธรรมชาติ, การเข้าชมโดยตรง และการเข้าชมจากแหล่งอื่นๆ
- Page Traffic: การเข้าชมในระดับหน้าเว็บเดียว ซึ่งช่วยให้คุณรู้ว่าหน้าไหนมีความนิยมและควรปรับปรุงเพิ่มเติม
- Ext.: “จำนวนลิงก์ภายนอก” ที่อยู่บนหน้าที่เป็นแหล่งอ้างอิง (referring page) นั่นคือ จำนวนลิงก์ที่ออกจากหน้านั้นและชี้ไปยังเว็บไซต์หรือโดเมนอื่น ๆ
- Traffic Potential: ศักยภาพในการเข้าชมที่คาดว่าจะได้รับจากคีย์เวิร์ดหรือเนื้อหานั้นๆ ซึ่งช่วยในการวางแผนคอนเทนต์และการเลือกคีย์เวิร์ด
ความแตกต่างระหว่าง Ahrefs และ Google Search Console
แม้ทั้ง Ahrefs และ Google Search Console จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจและวิเคราะห์ SEO ของเว็บไซต์ แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญ:
แหล่งข้อมูลและวิธีการรวบรวมข้อมูล:
Ahrefs: รวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ทำให้มีฐานข้อมูล backlink และคีย์เวิร์ดที่ครอบคลุมมากกว่า
Google Search Console: ได้รับข้อมูลโดยตรงจาก Google ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงผลและประสิทธิภาพของเว็บไซต์มีความแม่นยำในแง่ของผลการค้นหา
ฟีเจอร์การวิเคราะห์:
Ahrefs: มีเครื่องมือวิเคราะห์ที่หลากหลาย เช่น Site Explorer, Keywords Explorer และ Competitor Content Gap ซึ่งช่วยให้คุณวิเคราะห์คู่แข่งและวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างละเอียด
Google Search Console: เน้นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์ในผลการค้นหาและการแจ้งเตือนปัญหาที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์
ค่าใช้จ่าย:
Ahrefs: เป็นเครื่องมือที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานในระดับมืออาชีพที่ต้องการข้อมูลและฟีเจอร์ที่ครบครัน
Google Search Console: ให้บริการฟรีสำหรับทุกเว็บไซต์ที่มีการยืนยันสิทธิ์ในการเข้าถึง
ทั้งสองเครื่องมือนี้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างลงตัว โดย Google Search Console ให้ข้อมูลที่แม่นยำจาก Google ในขณะที่ Ahrefs ช่วยให้คุณวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงลึกและเปรียบเทียบกับคู่แข่งได้ดียิ่งขึ้น
บทสรุป
Ahrefs เป็นเครื่องมือ SEO ชั้นนำที่มีความสามารถหลากหลาย ตั้งแต่การวิเคราะห์เว็บไซต์ วิจัยคีย์เวิร์ด ตรวจสอบ backlink ไปจนถึงการติดตามอันดับในผลการค้นหา แม้จะมีค่าใช้จ่ายและข้อควรระวังบางประการ แต่ความครอบคลุมของฟีเจอร์และฐานข้อมูลที่ใหญ่ทำให้ Ahrefs เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาและปรับปรุงกลยุทธ์ SEO
แนวทางการต่อยอดการใช้ Ahrefs
- ทดลองใช้งานในระดับเริ่มต้น: เริ่มจากแพคเกจเริ่มต้นและทดลองใช้งานฟังก์ชันพื้นฐาน เพื่อเข้าใจการทำงานของเครื่องมือ
- วิเคราะห์คู่แข่งอย่างละเอียด: ใช้ฟีเจอร์ Competitor Content Gap และ Site Explorer เพื่อหาแนวทางปรับปรุงคอนเทนต์และกลยุทธ์การสร้าง backlink
- ติดตามอันดับและประสิทธิภาพเว็บไซต์: ใช้ Rank Tracker และ Google Update Timeline เพื่อปรับปรุงและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในอัลกอริทึมของ Google
- ผสมผสานกับเครื่องมืออื่น: ใช้ข้อมูลจาก Google Search Console ร่วมกับ Ahrefs เพื่อให้ได้ภาพรวมที่ครบถ้วนและแม่นยำ