ถ้าคุณใช้ WordPress สิ่งหนึ่งที่ควรทำสม่ำเสมอคือการอัปเดตระบบหลังบ้านให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ แต่ในความเป็นจริง มีหลายเว็บไซต์ที่แทบไม่เคยเข้าไปอัปเดตอะไรเลย สร้างด้วย WordPress เวอร์ชันไหน ก็ปล่อยไว้แบบนั้นต่อหลายปี ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร ตราบใดที่เว็บยังเปิดใช้งานได้ปกติ ไม่มีปัญหาความปลอดภัย และไม่มีฟังก์ชันไหนเสียหาย
ปัญหามักโผล่มาตอนที่ WordPress มีการอัปเดตเวอร์ชันใหญ่ (Major Update) ระบบบางส่วนถูกอัปเดตอัตโนมัติ หรือโฮสติ้งเปลี่ยนเวอร์ชัน PHP บนเซิร์ฟเวอร์ ทำให้เว็บที่ใช้เวอร์ชันเก่ามากเริ่มมีอาการ เช่น
- หน้าขาว (White Screen of Death)
- ขึ้นข้อความ Error
- เข้าหลังบ้านไม่ได้
- ปลั๊กอินหรือธีมบางตัวหยุดทำงาน
ถ้าเว็บของคุณกดอัปเดตตามที่ระบบแจ้งเตือนอยู่เป็นประจำ ก็แทบไม่ต้องกังวล กดอัปเดตเวอร์ชันล่าสุดได้ตามปกติ
แต่สำหรับเว็บที่ไม่ได้แตะมาหลายปี การข้ามเวอร์ชันทีละหลายรุ่นย่อมเสี่ยงกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าต้องรื้อสร้างใหม่เสมอไป ถ้าวางแผนและทำตามลำดับที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ก็อัปเกรดแล้วใช้งานต่อได้
ก่อนเริ่มอัปเดท WordPress: เช็ก 3 อย่างนี้ให้พร้อม
ก่อนกดอัปเดตอะไรทั้งสิ้น ตรวจให้ครบก่อน
- มี Backup ล่าสุดหรือยัง ข้อนี้สำคัญที่สุด ห้ามข้าม โฮสติ้งส่วนใหญ่มีระบบ Backup ย้อนหลังให้อยู่แล้ว แต่ควรเช็กให้แน่ใจว่า Backup ตัวล่าสุดเป็นของวันนี้ หรือกดสำรองเองอีกรอบก่อนเริ่ม ถ้าอัปเดตแล้วพัง คุณจะได้กู้กลับมาได้ทันที
- รู้เวอร์ชันปัจจุบันของทุกอย่าง จด WordPress, ธีม และเวอร์ชัน PHP ที่ใช้อยู่เอาไว้ เผื่อต้องย้อนกลับหรือเทียบทีหลัง
- มี Staging ได้ยิ่งดี ถ้าโฮสติ้งรองรับ ให้ลองอัปเดตบนเว็บจำลอง (Staging) ก่อน ทดสอบจนแน่ใจแล้วค่อยทำกับเว็บจริง วิธีนี้ปลอดภัยที่สุด เรียนรู้วิธีสร้างเว็บจำลองบน Subdomain
วิธีอัปเดต WordPress ที่ข้ามเวอร์ชันมาหลายปี
1. ปิดปลั๊กอินทั้งหมดก่อน
ปลั๊กอินบางตัวอาจไม่มีการพัฒนาต่อแล้ว และไม่รองรับ WordPress เวอร์ชันใหม่ ถ้าปล่อยให้ทำงานอยู่ระหว่างอัปเดต มันอาจเป็นต้นเหตุให้เว็บพังได้
ไม่ต้องกังวลว่าหน้าเว็บจะดูเพี้ยนในช่วงนี้ มันเป็นแค่ขั้นตอนชั่วคราวเพื่อให้การอัปเดตผ่านไปอย่างปลอดภัย
2. อัปเดต PHP ของโฮสติ้งให้เป็นเวอร์ชันใหม่
ก่อนอัปเดต WordPress ให้เช็กเวอร์ชัน PHP ของเซิร์ฟเวอร์ก่อน ปัจจุบันแนะนำ PHP 8.3 ขึ้นไป เพื่อให้รองรับ WordPress เวอร์ชันล่าสุดได้เต็มที่
ถ้าไม่มั่นใจว่าจะเปลี่ยนเวอร์ชัน PHP ยังไง ติดต่อผู้ให้บริการโฮสติ้งให้ช่วยจุดนี้ได้โดยตรง และถ้าเว็บเก่ามาก แนะนำให้ขยับ PHP ทีละขั้น (เช่น 7.4 → 8.0 → 8.3) แล้วเช็กว่าเว็บยังทำงานในแต่ละขั้น จะปลอดภัยกว่ากระโดดทีเดียว
3. อัปเดต WordPress ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
เมื่อ PHP พร้อมแล้ว ค่อยอัปเดต WordPress กดอัปเดตจากเมนูแจ้งเตือนในหลังบ้านได้ตามปกติ ถ้าเว็บข้ามมาหลายรุ่นจริง ๆ ระบบมักจะอัปเดตไล่ขึ้นไปทีละขั้นให้เองอยู่แล้ว
4. อัปเดตธีม
เมื่อ WordPress เรียบร้อย ค่อยอัปเดตธีมต่อ
- ธีมฟรี กดอัปเดตได้ทันที
- ธีมเสียเงิน (Premium Theme) เช็กก่อนว่า License ยังใช้งานได้อยู่ไหม เพราะบางธีมต้องยืนยันสิทธิ์ก่อนถึงจะอัปเดตเวอร์ชันใหม่ได้
ถ้าใช้ Child Theme หรือเคยแก้โค้ดในธีมไว้ ให้ระวังเป็นพิเศษ การอัปเดตอาจทับโค้ดที่แก้ไว้หาย เช็กตรงนี้ให้ดีก่อน
5. อัปเดตปลั๊กอินทั้งหมด
ก่อนกดอัปเดต ลองสังเกตว่ามีปลั๊กอินตัวไหนบ้างที่ไม่มีการแจ้งเตือนให้อัปเดต
ปลั๊กอินที่ไม่ออกเวอร์ชันใหม่มานาน อาจเป็นสัญญาณว่าโครงการถูกหยุดพัฒนาแล้ว และมีโอกาสไม่รองรับ WordPress เวอร์ชันล่าสุด ส่วนตัวที่ยังอัปเดตสม่ำเสมอ กดอัปเดตได้ตามปกติ
6. เปิดปลั๊กอินกลับมาทีละตัว
อัปเดตเสร็จแล้ว ทยอยเปิดปลั๊กอินกลับมาทีละตัว อย่าเปิดรวดเดียว วิธีนี้ทำให้รู้ทันทีว่าถ้าเว็บมีปัญหา ปลั๊กอินตัวไหนคือต้นเหตุ
สำหรับปลั๊กอินที่ไม่ได้อัปเดตมานาน ให้ถามตัวเอง 3 ข้อ
- ยังจำเป็นต้องใช้อยู่ไหม
- รองรับ WordPress เวอร์ชันใหม่หรือเปล่า
- มีปลั๊กอินตัวอื่นทำงานแทนได้ไหม
ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ลบทิ้งไปเลยมักเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ปลั๊กอินที่ค้างอยู่โดยไม่อัปเดต คือช่องโหว่ความปลอดภัยที่รอวันโดนเจาะ
อัปเดตแล้วเว็บพัง ต้องทำยังไง?
ทำครบทุกขั้นแล้วเว็บยังมีปัญหา ไม่ต้องตกใจ
ในเมื่อคุณ Backup ไว้ตั้งแต่ต้น (ตามขั้นตอนก่อนเริ่ม) ก็สามารถกู้คืนเว็บกลับไปยังเวอร์ชันก่อนอัปเดตได้เลย ติดต่อโฮสติ้งให้ช่วยกู้คืน หรือกู้เองจากระบบ Backup ที่มี
จากนั้นค่อยมาหาสาเหตุทีหลังว่าตัวไหนคือปัญหา แล้วลองใหม่อีกครั้งแบบระมัดระวังขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไม Backup ถึงต้องมาก่อนเสมอ
สรุป
การอัปเดต WordPress ธีม และปลั๊กอินสม่ำเสมอ ไม่ได้ให้แค่ฟีเจอร์ใหม่หรือประสิทธิภาพที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ปิดช่องโหว่จากซอฟต์แวร์ล้าสมัย และทำให้เว็บรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้ในระยะยาว
ยิ่งปล่อยให้เว็บเก่าโดยไม่อัปเดตนานเท่าไร การอัปเกรดในอนาคตยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นถ้าเว็บของคุณยังใช้งานอยู่ การดูแลและอัปเดตระบบให้ทันสมัยเสมอ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับเจ้าของเว็บไซต์ครับ