หน้าที่ของคนทำเว็บมีขอบเขตอะไรบ้าง เข้าใจเรื่องนี้ก่อนจ้างคนทำเว็บให้

หน้าที่คนทำเว็บ

การมีเว็บไซต์ของตัวเอง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์เลยก็ว่าได้ แต่การให้ได้มาซึ่งเว็บไซต์ก็จะมีอยู่ 2 วิธี คือ ทำเว็บเอง กับ จ้างคนอื่นทำเว็บให้

ทางเลือกที่ดี หากต้องการเริ่มต้นให้มีเว็บไซต์แบบไวๆ ก็คือการจ้างคนอื่นทำเว็บให้เราแทน แล้วเราค่อยไปเรียนรู้การใช้งานเว็บ ดูแลเว็บเอง ในภายหลัง

แต่ปัญหาสำคัญระหว่างผู้ว่าจ้าง กับคนทำเว็บ คือ ความเข้าใจไม่ตรงกัน ในขอบเขตของการทำงาน แน่นอนคนจ่ายเงิน เขาก็อยากจ่ายเงินแล้วได้ผลงานที่ออกมาดีสมราคา ส่วนฝ่ายทำเว็บ ก็อยากได้งานที่สามารถทำสำเร็จได้ไวๆ ไม่ซับซ้อน

สิ่งแรกที่จะให้การทำงานราบรื่นระหว่างผู้ว่าจ้าง กับผู้ลงมือทำ ก็คือ ความเข้าใจขอบเขตการทำงานของแต่ละหน้าที่ก่อน ซึ่งฝ่ายทำเว็บนั้นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ของการตลาดออนไลน์เท่านั้น

หน้าที่ของคนทำเว็บ

  • เลือกเครื่องมือที่เหมาะสม
  • วางโครงสร้างเว็บ
  • ดูเรื่อง UX/UI
  • สร้างฟังชั่นและระบบเพิ่มเติม
  • ตั้งค่าพื้นฐานบนเว็บ
  • ลงข้อมูล / ลงสินค้า
  • เตรียมคู่มือการใช้งาน

สิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของคนทำเว็บ

  • การออกแบบรูปภาพ
  • ทำเนื้อหา
  • การทำ SEO

หน้าที่หลักของฝ่ายทำเว็บไซต์ มีอะไรบ้าง

คนทำเว็บ หน้าที่หลักๆ ของเขาก็คือทำเว็บไซต์ ไม่ใช่ฝ่ายการตลาด ไม่ใช้ฝ่ายกราฟิก ไม่ใช่ฝ่ายซ่อมอุปกรณ์ไอที เจ้าของกิจการหรือผู้ว่าจ้างมักมีความเข้าใจผิด ว่าฝ่ายทำเว็บต้องทำทุกอย่างเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ ได้ทั้งหมด เมื่อคิดว่าเป็นแบบนี้ จึงทำให้การว่าจ้างหาคนทำเว็บไซต์มักจะวุ่นวายนั้นเอง

ดังนั้น หน้าที่หลักของฝ่ายทำเว็บจึงมี ดังนี้

1. คัดเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม

การมีเว็บไซต์เป็นแค่จุดเริ่มของการตลาดออนไลน์ แต่การจะเอาเว็บไซต์ที่มีไปทำการตลาดให้สามารถแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้ ต้องเริ่มต้นจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ แต่เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ก็ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมาย หน้าที่แรกของฝ่ายทำเว็บ จึงเป็นคนที่คัดเลือกเครื่องมือที่จะมาใช้สำหรับการสร้างเว็บ ว่าควรใช้เครื่องมืออะไรบ้าง ให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ หรือระบบที่คุณต้องการ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกสิ่งต่างๆ ดังนั้น

  • เลือกโฮสติ้ง เพราะมีทั้งโฮสที่ดีและไม่ดี
  • เลือกเครื่องมือที่จะใช้สร้างเว็บ เช่น เขียนโค้ดเอง หรือใช้ WordPress
  • เลือกธีมสำหรับเป็นเครื่องมือออกแบบเว็บ
  • เลือกปลั๊กอิน สำหรับการทำฟังชั่นเพิ่มเติมต่างๆ

2. วางโครงสร้างเว็บ

“Site structure” หรือ โครงสร้างเว็บไซต์ เป็นการจัดระเบียบหรือการออกแบบโครงสร้างของเว็บไซต์ ซึ่งมีความสำคัญในการทำให้ผู้ใช้งานหรือผู้เข้าชมเว็บไซต์นั้น ๆ สามารถทำความเข้าใจและใช้งานเว็บไซต์ได้ง่าย โครงสร้างเว็บไซต์ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เว็บไซต์สามารถถูกค้นหาโดย Search Engine ได้ง่ายขึ้น และมีประโยชน์ต่อการทำ SEO ได้ดีขึ้น

โครงสร้างเว็บไซต์ประกอบไปด้วยหลายส่วน ได้แก่:

  • Homepage: หน้าแรกของเว็บไซต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผู้เข้าชมเว็บไซต์
  • Navigation Menu: เมนูนำทาง ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงหน้าต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้
  • Content Pages: หน้าที่มีเนื้อหาหลัก ๆ ของเว็บไซต์ เช่น หน้าบทความ, หน้าผลิตภัณฑ์
  • Footer: ส่วนท้ายของเว็บไซต์ ซึ่งมักจะมีลิงก์ที่สำคัญ, ข้อมูลติดต่อ, หรือข้อมูลอื่น ๆ
  • Sitemap: แผนผังเว็บไซต์ ช่วยให้ผู้ใช้และ Search Engine สามารถเข้าถึงหน้าต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น

ฝ่ายทำเว็บจะรับบรีฟ จากผู้ว่าจ้างว่าต้องการทำเว็บเกี่ยวกับอะไร ขายสินค้าอะไร หรือมีบริการอะไรบ้าง เขาก็จะเอาข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาวางแผนจัดทำโครงสร้างเว็บ เพื่อให้ได้เว็บที่ใช้งานง่าย และเนื้อหาในแต่ละหน้ามีการเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน

3. ดูเรื่อง UX/UI

คนทำเว็บที่ดีจะคำนึงถึงประสบการณ์ใช้งานของผู้เข้าชมเว็บเสมอ ทั้งด้าน UX และด้าน UI

  • UX (User Experience) Design: ออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ เน้นที่การทำให้ผู้ใช้งานสะดวกสบาย และเข้าถึงได้ง่าย
  • UI (User Interface) Design: ออกแบบหน้าตาของเว็บ เน้นที่ความสวยงาม ความน่าใช้ และความสอดคล้อง

คนทำเว็บจะเป็นคนดูแลเรื่องการจับคู่โทนสีของเว็บ Mood & Tone ให้เหมาะสมกับคาแรคเตอร์ของธุรกิจของคุณ ดูเรื่องความสมดุลของการวาง layout ต่างๆ ให้เว็บดูแล้วสบายตาไม่อึดอัด และเกิดความน่าเชื่อถือ รวมถึงเช็คการใช้งานในแต่ละจุดว่ามีการใช้งานที่ง่าย เสถียร และเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการหรือไม่

ดังนั้น คนทำเว็บที่ดีต้องมีทักษะในการสำรวจและวิเคราะห์ความต้องการและปัญหาของผู้ใช้ก่อนเสมอ เราจะไม่ใส่ทุกอย่างที่เราอยากใส่ลงไป แต่เราจะเลือกใส่เฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้นลงบนเว็บของเรา

4. สร้างฟังชั่นและระบบเพิ่มเติมบนเว็บไซต์

การสร้างเว็บไซต์ 1 เว็บจะมีอยู่ 2 ส่วนหลักคือ เรื่องของความสวยงาม และระบบต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์สนองกับความต้องการของคุณและลูกค้า ระบบต่างหรือฟังชั่นเพิ่มเติม ก็ยังมีอีกมากมาย เช่น

  • ระบบ E-Commerce: เว็บไซต์ที่มีฟังก์ชันในการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ โดยมีระบบการจัดการสต็อกสินค้า การชำระเงิน และการจัดส่งสินค้า
  • ระบบการจอง: ให้ผู้ใช้สามารถจองห้องพัก ตั๋วเครื่องบิน หรือบริการต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต
  • ระบบสมาชิก: ให้ผู้ใช้สามารถสร้างบัญชีผู้ใช้ ลงทะเบียน ลงชื่อเข้าใช้ และจัดการโปรไฟล์ของตัวเอง
  • ระบบการติดต่อ: ฟอร์มการติดต่อที่ให้ผู้ใช้สามารถส่งข้อความหรือคำถามไปยังเจ้าของเว็บไซต์
  • บล็อกหรือบทความ: ให้ผู้ดูแลระบบสามารถเผยแพร่บทความ ข่าวสาร หรือเนื้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ระบบหลายภาษา: สามารถแปลเนื้อหาในเว็บไซต์ไปยังหลายภาษา
  • Live Chat Support: ให้บริการสนับสนุนด้วยการสื่อสารแบบสดผ่านหน้าเว็บไซต์

นั้นแปลว่า ระบบเสริมต่างๆ บนเว็บไซต์นั้นมีอยู่มากมาย จุดนี้ผู้ว่าจ้างทำเว็บ และคนทำเว็บต้องคุยตกลงกันให้ดีก่อน ว่าอะไรที่ทำได้ และอะไรที่ทำไม่ได้ เพราะคนทำเว็บแต่ละคนนั้น ไม่สามารถทำทุกอย่างได้นั้นเอง

หรือต้องรู้จักเลือกว่า ฟังชั่นไหนควรทำก่อน ฟังชั่นนั้นไหนควรทำภายหลัง เพราะถ้าอยากได้ทุกอย่างบางครั้งจะมีค่าใช้จ่ายสูง หรือสุดท้ายเว็บนั้นจะทำไม่เสร็จ หรือใช้เวลาในการจัดทำนานเกินไปครับ

5. ตั้งค่าพื้นฐานบนเว็บไซต์

ด้านความสวยงามคือสิ่งที่ตาเรามองเห็น แต่ยังมีอีกสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นคือระบบหลังบ้านเว็บ ซึ่งจุดนี้หากเราได้คนทำเว็บที่ฝีมือไม่ดี เขาอาจลืมตั้งค่าบางอย่าง ส่งผลให้เว็บของคุณเอามาใช้งานจริงไม่ได้ หรือเอามาใช้ทำการตลาดแข่งขันกับคนอื่นได้ยาก

ซึ่งจุดนี้ถ้าผู้ว่าจ้างไม่ได้มีความรู้เรื่องการทำเว็บจะดูไม่ออกนั้นเอง ระบบพื้นฐานต่างๆ ก็เช่น

  • ตั้งค่าพื้นฐาน WordPress
  • ตั้งค่าความปลอดภัยบนเว็บ
  • ตั้งค่าด้าน SEO
  • ใส่ license ให้กับเครื่องมือต่างๆ

6. ลงข้อมูล / ลงสินค้า

คนทำเว็บมีหน้าที่ลงข้อมูลต่างๆ เบื้องต้นให้เท่านั้น ดังนั้น ต้องตกลงกันก่อนเริ่มงาน ว่าจะให้ฝ่ายทำเว็บลงข้อมูลให้ทั้งหมดกี่หน้า ลงสินค้าตัวอย่างกี่ชิ้น เพราะทุกการลงมือทำเว็บในแต่ละหน้ามีต้นทุนด้านเวลาและค่าใช้จ่ายนั้นเอง ซึ่งผู้ว่าจ้างต้องเข้าใจความหมายของคำว่า “ลงข้อมูล” ก่อนด้วย

การลงข้อมูล คือ การใช้ข้อมูลที่ผู้ว่าจ้างเตรียมไว้ เอาไปใส่ไว้ที่เว็บ ซึ่งการลงข้อมูล ไม่ใช่การเขียนข้อมูลขึ้นมาใหม่ เพราะคนทำเว็บก็คือคนทำเว็บ เขาไม่ได้มีความรู้ในข้อมูลที่เกี่ยวกับบริษัทของคุณ หรือสินค้าของคุณ ดังนั้น ผู้ว่าจ้างต้องเป็นฝ่ายเตรียมข้อมูลส่งให้คนทำเว็บนั้นเอง

7. เตรียมคู่มือการใช้งานเว็บ

เว็บสวยหรือดีแค่ไหน แต่หากคุณได้เว็บไปแล้วใช้งานต่อไม่เป็น ดูแลเองไม่ได้ เว็บที่ได้มาก็ไร้ความหมาย ดังนั้น คนทำเว็บมืออาชีพ หลังจากที่ส่งงานให้คุณเรียบร้อยแล้ว เขาต้องมีคู่มือ การใช้งานเว็บให้คุณด้วยเสมอ

ซึ่งคู่มือนี้ อาจจะเป็นคู่มือที่คนทำเว็บทำขึ้นมาเอง หรือคนทำเว็บ เขาอาจจะชี้แหล่งเรียนรู้ ให้คุณไปศึกษาเพิ่มเติม ต่อก็ได้ ดังนั้น ก่อนที่จะจ้างใครทำเว็บให้ ให้ถามเขาก่อน ว่าถ้าเว็บเสร็จแล้ว มีคู่มือการใช้งานมาให้หรือไม่

หากคุณจ้างทำเว็บไซต์กับผม คุณก็จะได้คอร์สเรียนออนไลน์ของผมไปดูฟรีด้วย ซึ่งคุณก็จะสามารถใช้ความรู้ที่ผมสอนในคอร์สออนไลน์เป็นคู่มือการใช้งานเว็บไซต์ได้เลย และทุกเว็บที่ผมทำก็จะสร้างด้วยเครื่องมือต่างๆ ตามที่สอนบนคอร์สออนไลน์นั้นเอง

สิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายทำเว็บ

สิ่งแรกที่ผู้ว่าจ้างทำเว็บ ต้องทำความเข้าใจก่อน ก็คือ คนทำเว็บไม่สามารถทำทุกอย่างได้ แม้ว่าสิ่งนั้น จะเป็นสิ่งที่มีปรากฏอยู่บนเว็บก็ตาม เช่น

1. การออกแบบรูปภาพ

คนทำเว็บ ไม่ใช่คนออกแบบรูปภาพกราฟิค หรือรูปภาพ artwork ต่างๆ คนทำเว็บมีหน้าที่ แค่เอารูปภาพขึ้นไปใส่บนเว็บ ตาม layout ที่เขาออกแบบไว้

ดังนั้น ในขั้นตอนการทำเว็บรูปภาพต่างๆ คนทำเว็บจะทำได้เพียงหารูปภาพปลอมๆ ที่มีความสัมพันธ์กับตัวเว็บใส่ไปให้ดูก่อน หรือใส่รูปภาพที่เป็นไฟล์ที่ผู้ว่าจ้างทำเว็บส่งมาให้ก่อนเท่านั้น ซึ่งบางภาพอาจจะยังไม่สวย หรือตัดต่อยังไม่ดีพอ

ดังนั้น เมื่อคุณได้เว็บไซต์ไปแล้ว หากต้องการทำให้เว็บมันดูสวย หรือมีความน่าสนใจมากขึ้น คุณต้องจ้างคนทำกราฟฟิก มาออกแบบรูปเพิ่มเติม ให้ใหม่ด้วยนั้นเอง

2. ทำเนื้อหา

คนทำเว็บ ไม่ใช่คนเขียนเนื้อหา ไม่ใช่คนเขียนบทความ สมมุต ธุรกิจคุณเป็นคลินิกเสริมความงาม ซึ่งแน่นอน คนทำเว็บไม่สามารถเขียนข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่องการทำจมูก การฉีดโบท็อก ให้คุณได้นะ เพราเขาไม่ได้มีความรู้เรื่องพวกนี้

ดังนั้นกระบวนการทำเว็บช่วงเริ่มต้น ฝ่ายทำเว็บเขาจะพยายามใส่ข้อมูลเท่าที่มี จากสิ่งที่คุณเตรียมไว้ก่อนเท่านั้น หรือใส่ข้อมูลเพิ่มเติมแบบปลอมๆ เพื่อให้มันครบองค์ประกอบของโครงสร้างเว็บก่อน

เมื่อคุณได้เว็บไปแล้ว คุณต้องมีการแก้ไขข้อมูลบางอย่าง หรือเพิ่มเติมข้อมูลบางอย่างเข้าไปเองด้วย เพื่อให้เว็บนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นครับ

3. การทำ SEO

การทำ SEO ขอบเขตนั้นมันเป็นเรื่องของการตลาด ซึ่งมันมีสิ่งที่ต้องทำเพิ่มบนเว็บไซต์อยู่มากมาย และคนทำ SEO กับคนทำเว็บก็คนละหน้าที่กัน

ให้นึกภาพง่ายๆ คนผลิตสินค้า กับคนทำการตลาดให้สินค้า ก็จะเป็นคนละคนกัน ฝ่ายการตลาดจึงไม่ใช่คนผลิตสินค้า คนทำเว็บ ก็เปรียบเหมือนคนผลิตสินค้า คนทำ SEO ก็คือฝ่ายที่เอาสินค้าไปทำการตลาดต่อนั้นเอง

ซึ่งการทำ SEO แก่นสำคัญของมัน คือ เป็นเรื่องของการทำคอนเทนต์บนเว็บ ซึ่งจุดนี้คุณต้องไปหาคนมาช่วยทำ จะจ้างคนนอกมาช่วย หรือจะสร้างทีมงานขึ้นมาเองก็ได้ ส่วนคนทำเว็บ เขาจะช่วยได้แค่ตั้งค่าพื้นฐานหลังบ้านของเว็บ ให้รองรับการทำ SEO ไว้เท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม ทำ SEO แบบจริงจังต้องมีทีมงานฝ่ายไหนบ้าง

สรุป

การทำความเข้าใจเรื่องขอบเขตของคนทำเว็บ ก็จะเป็นการช่วยให้ผู้ว่าจ้าง กับคนลงมือทำ มีความเข้าใจกัน ถ้าเริ่มต้นการทำงานด้วยความเข้าใจ คุณก็จะได้ผลลัพธ์เป็นเว็บไซต์ที่ออกมาดีนั้นเอง เพราะคนทำเว็บก็จะได้ใช้ศัลยภาพของเขาได้เหมาะกับงานนั้นเอง

กำลังมองหาคนทำเว็บมืออาชีพและเข้าใจเรื่อง SEO เป็นอย่างดีใช่ไหม
คลิกดูรายละเอียดได้เลย

รับทำเว็บไซต์ WordPress

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *