Google Spam Update คืออะไร จุดไหนที่เขามองว่าเว็บเราเป็น Spam

Google core Spam Update เดือนตุลาคม 2023 เป็นการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมของ Google ครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายไปที่การลดการแสดงเนื้อหาสแปมในผลการค้นหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับการปกปิดข้อมูล (cloaking), การถูกแฮ็ก, การสร้างโดยอัตโนมัติ, และการขโมยข้อมูลเพื่อเอามาทำสแปม

ด้านบนคือนิยาม ความหมายของ Google โดยตรง แต่หากอ่านแล้วก็ยังงงอยู่ดีว่า ตกลงอะไรคือ spam ในสายตา Google กันแน่ เพราะเราต้องเข้าใจเรื่องสแปมให้ถูกต้องก่อน เราถึงจะสามารถปรับปรุงเว็บเราต่อได้ครับ บทความนี้คือสรุปทั้งหมดเกี่ยวกับ Google core Spam Update

สิ่งที่ Google มองว่าเป็น spam มีอะไรบ้าง

พวกเราสามารถเข้าไปศึกษาเรื่องนี้จากข้อมูลทางการของ Google ได้ที่หน้า นโยบายสแปมสำหรับ Google Web Search แต่ถ้าเข้าไปอ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ผมจะสรุปให้อีกทีผ่านบทความนี้ครับ

1. การปิดบังหน้าเว็บจริง

การปิดบังหน้าเว็บจริง (cloaking) หมายถึงการนำเสนอเนื้อหาที่แตกต่างกันแก่ผู้ใช้และ Googlebot โดยทั่วไปแล้ว เว็บไซต์จะแสดงเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และมีคุณภาพแก่ผู้ใช้ แต่แสดงเนื้อหาที่เน้นการโปรโมตหรือหลอกลวงแก่ Googlebot เพื่อพยายามปรับปรุงอันดับการค้นหา

ตัวอย่างของการปิดบังหน้าเว็บจริง ได้แก่:

  • เว็บไซต์แสดงหน้าเว็บเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวให้กับผู้ใช้ แต่แสดงหน้าเว็บเกี่ยวกับยาลดราคาแก่ Googlebot
  • เว็บไซต์แสดงหน้าเว็บที่มีประโยชน์แก่ผู้ใช้ แต่แสดงหน้าเว็บที่เน้นการโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการแก่ Googlebot
  • เว็บไซต์แสดงหน้าเว็บที่ถูกต้องตามกฎหมายแก่ผู้ใช้ แต่แสดงหน้าเว็บที่มีเนื้อหาสแปมแก่ Googlebot

การปิดบังหน้าเว็บจริงถือเป็นการละเมิดนโยบายสแปมของ Google เว็บไซต์ที่ละเมิดนโยบายนี้อาจถูกลงโทษด้วยการลดอันดับการค้นหาหรือถูกลบออกจากผลการค้นหาทั้งหมด

ในภาษาที่เข้าใจง่าย การปิดบังหน้าเว็บจริงคือการหลอกลวง Googlebot เพื่อให้ Googlebot คิดว่าเว็บไซต์มีคุณภาพดีและมีประโยชน์ ในขณะที่จริงๆ แล้วเว็บไซต์นั้นมุ่งหวังที่จะหลอกลวงผู้ใช้หรือเพิ่มอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร

ตัวอย่างง่ายๆ ของการปิดบังหน้าเว็บจริงคือเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่แสดงภาพถ่ายสินค้าที่สวยงามและรายละเอียดสินค้าที่น่าสนใจแก่ผู้ใช้ แต่แสดงลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่มีเนื้อหาสแปมแก่ Googlebot ในกรณีนี้ เว็บไซต์พยายามหลอกลวง Googlebot คิดว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีและเป็นประโยชน์ ในขณะที่จริงๆ แล้วเว็บไซต์นั้นมุ่งหวังที่จะเพิ่มอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร

2. ดอร์เวย์ (doorway page)

ดอร์เวย์ (doorway page) คือเว็บไซต์หรือหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อให้ได้รับการจัดอันดับสำหรับคำค้นหาบางรายการที่คล้ายกัน โดยดอร์เวย์จะนำผู้ใช้ไปยังหน้าตัวกลางที่ไม่มีประโยชน์เท่ากับปลายทางสุดท้าย

ตัวอย่างของดอร์เวย์ ได้แก่:

  • เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการหนึ่งรายการ แต่มีลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่นที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่คล้ายกัน
  • เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อโปรโมตเว็บไซต์อื่น แต่มีเนื้อหาที่ซ้ำซากหรือไม่มีประโยชน์
  • เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้ใช้ให้คลิกลิงก์

ดอร์เวย์ถือเป็นการละเมิดนโยบายสแปมของ Google เว็บไซต์ที่ละเมิดนโยบายนี้อาจถูกลงโทษด้วยการลดอันดับการค้นหาหรือถูกลบออกจากผลการค้นหาทั้งหมด

ดอร์เวย์คือเว็บไซต์หรือหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้ใช้หรือเพิ่มอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร

ตัวอย่างง่ายๆ ของดอร์เวย์คือเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นเพื่อโปรโมตเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ แต่มีเนื้อหาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ขาย ในกรณีนี้ เว็บไซต์พยายามหลอกลวงผู้ใช้ให้คลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ โดยหวังว่าผู้ใช้จะซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์นั้น

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการหลีกเลี่ยงการสร้างดอร์เวย์:

  • สร้างเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้
  • หลีกเลี่ยงการโปรโมตเว็บไซต์หรือผลิตภัณฑ์หรือบริการอื่นมากเกินไป
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร

โดยสรุปแล้ว doorway page คือการที่เราตั้งใจอยากติด keyword ใด keyword หนึ่งมากเกินไป แล้วเราก็เลยไปทำบทความที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ซึ่งบทความเหล่านั้น เนื้อหาที่เราทำก็ไม่ดี และทำให้ทุกหน้ามีลิงก์ ส่งกลับไปหน้าคำหลักอย่างเดียว แบบนี้แหละเราเรียกว่า doorway page

ดังนั้น จากนี้ไป อย่าไปตั้งใจอยากติด keyword คำใดคำนึงมากเกินไป อย่าให้ทุกหน้าบนเว็บเรา มีลิงก์ส่งออกไปหน้าใดหน้าหนึ่ง มากเกินไป จนดูผิดปกติ

3. เนื้อหาที่ถูกแฮ็ก

เนื้อหาที่ถูกแฮ็ก (hacked content) คือเนื้อหาที่วางไว้ในเว็บไซต์โดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากมีช่องโหว่ในการรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ เนื้อหาที่ถูกแฮ็กทำให้ผู้ใช้ได้รับผลการค้นหาที่ไม่มีประสิทธิภาพและอาจมีการติดตั้งเนื้อหาที่เป็นอันตรายบนเครื่องของผู้ใช้

ตัวอย่างของการแฮ็ก ได้แก่:

  • เนื้อหาที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นอันตราย
  • เนื้อหาที่หลอกลวงผู้ใช้ให้คลิกลิงก์
  • เนื้อหาที่มีไวรัสหรือมัลแวร์

เนื้อหาที่ถูกแฮ็กถือเป็นการละเมิดนโยบายสแปมของ Google เว็บไซต์ที่ละเมิดนโยบายนี้อาจถูกลงโทษด้วยการลดอันดับการค้นหาหรือถูกลบออกจากผลการค้นหาทั้งหมด

เนื้อหาที่ถูกแฮ็กคือเนื้อหาที่วางไว้ในเว็บไซต์โดยผู้บุกรุก โดยผู้บุกรุกอาจใช้ช่องโหว่ในการรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์และเพิ่มเนื้อหาที่เป็นอันตราย

ตัวอย่างง่ายๆ ของการแฮ็กคือเว็บไซต์ที่ถูกแฮ็กเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นอันตราย เช่น ยาปลอมหรือซอฟต์แวร์แฮ็ก ในกรณีนี้ ผู้บุกรุกใช้ช่องโหว่ในการรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์เพื่อเพิ่มเนื้อหาที่เป็นอันตรายลงในเว็บไซต์ โดยหวังว่าผู้ใช้จะคลิกลิงก์ไปยังเว็บไซต์เหล่านั้น

เว็บไซต์ควรปกป้องตนเองจากการถูกแฮ็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดนโยบายสแปมของ Google และเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ดี

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการปกป้องเว็บไซต์จากการถูกแฮ็ก:

  • อัปเดตซอฟต์แวร์และแพตช์ความปลอดภัยของคุณเป็นประจำ
  • ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่งและซับซ้อน
  • ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและมัลแวร์
  • สำรองข้อมูลเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ

4. ข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อน

ข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อน (hidden text and links) คือข้อความหรือลิงก์ที่วางไว้ในเว็บไซต์โดยตั้งใจไม่ให้ผู้ใช้เห็น ข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อนมักใช้เพื่อพยายามปรับปรุงอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร

ตัวอย่างของข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อน ได้แก่:

  • การใช้ข้อความสีขาวบนพื้นหลังสีขาว
  • การซ่อนข้อความหลังรูปภาพ
  • การใช้ CSS เพื่อจัดตำแหน่งข้อความไว้นอกหน้าจอ
  • การฝังลิงก์ในเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง

ข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อนถือเป็นการละเมิดนโยบายสแปมของ Google เว็บไซต์ที่ละเมิดนโยบายนี้อาจถูกลงโทษด้วยการลดอันดับการค้นหาหรือถูกลบออกจากผลการค้นหาทั้งหมด

ข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อนคือข้อความหรือลิงก์ที่เจ้าของเว็บไซต์พยายามซ่อนจากผู้ใช้ ข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อนมักใช้เพื่อพยายามหลอกลวง Googlebot หรือผู้ใช้ให้คิดว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีและมีประโยชน์ ในขณะที่จริงๆ แล้วเว็บไซต์นั้นมุ่งหวังที่จะเพิ่มอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร

ตัวอย่างง่ายๆ ของข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อนคือเว็บไซต์ที่ใส่ข้อความโฆษณาสีขาวบนพื้นหลังสีขาว ในกรณีนี้ เจ้าของเว็บไซต์พยายามซ่อนข้อความโฆษณาจากผู้ใช้ แต่พยายามทำให้ Googlebot คิดว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีและมีประโยชน์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการหลีกเลี่ยงการใช้ข้อความและลิงก์ที่ถูกซ่อน:

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อความและลิงก์ทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณมองเห็นได้ชัดเจนสำหรับผู้ใช้
  • หลีกเลี่ยงการใช้เทคนิคที่ซับซ้อนเพื่อซ่อนข้อความและลิงก์
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเนื้อหาและลิงก์บนเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพดีและเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้

5. การใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิด

การใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิด (keyword stuffing) หมายถึงการใช้คีย์เวิร์ดหรือตัวเลขจำนวนมากในหน้าเว็บเพื่อพยายามปรับปรุงอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร คีย์เวิร์ดเหล่านี้มักปรากฏเป็นรายการหรือกลุ่ม ไม่เป็นธรรมชาติ หรือไม่ตรงบริบท

ตัวอย่างของการใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิด ได้แก่:

  • การใส่คีย์เวิร์ดหรือตัวเลขจำนวนมากในเนื้อหาของหน้าเว็บ
  • การใส่คีย์เวิร์ดหรือตัวเลขจำนวนมากในชื่อไฟล์หรือ URL ของหน้าเว็บ
  • การใส่คีย์เวิร์ดหรือตัวเลขจำนวนมากใน meta tag ของหน้าเว็บ

การใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิดถือเป็นการละเมิดนโยบายสแปมของ Google เว็บไซต์ที่ละเมิดนโยบายนี้อาจถูกลงโทษด้วยการลดอันดับการค้นหาหรือถูกลบออกจากผลการค้นหาทั้งหมด

การใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิดคือการใส่คีย์เวิร์ดหรือตัวเลขจำนวนมากลงในเนื้อหาของหน้าเว็บโดยไม่คำนึงถึงบริบทหรือความหมาย การใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิดมักใช้เพื่อพยายามหลอกลวง Googlebot ให้คิดว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีและมีประโยชน์ ในขณะที่จริงๆ แล้วเว็บไซต์นั้นมุ่งหวังที่จะเพิ่มอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร

ตัวอย่าง ของการใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิดคือเว็บไซต์ที่ใส่คีย์เวิร์ด “ซื้อรองเท้า” 100 ครั้งในหน้าเว็บเกี่ยวกับรองเท้า ในกรณีนี้ เจ้าของเว็บไซต์พยายามหลอกลวง Googlebot คิดว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีและเป็นประโยชน์ ในขณะที่จริงๆ แล้วเว็บไซต์นั้นมุ่งหวังที่จะเพิ่มอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการหลีกเลี่ยงการใช้คีย์เวิร์ดในทางที่ผิด:

  • ใช้คีย์เวิร์ดที่เหมาะสมและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของหน้าเว็บ
  • กระจายคีย์เวิร์ดอย่างสม่ำเสมอในเนื้อหาของหน้าเว็บ
  • ใช้คีย์เวิร์ดในบริบทที่เหมาะสม
  • ไม่ต้องนับคำว่าแต่ละหน้าต้องใส่ keyword กี่ครั้ง ถ้านับคำเมื่อไหร่ คือผิดธรรมชาติทันที

6. สแปมลิงก์

สแปมลิงก์ (spam links) คือลิงก์ที่สร้างขึ้นเพื่อพยายามปรับปรุงอันดับการค้นหาโดยไม่สมควร ลิงก์เหล่านี้มักมาจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำหรือไม่เกี่ยวข้อง หรือไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์

ตัวอย่างของสแปมลิงก์ ได้แก่:

  • ลิงก์ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติหรือด้วยตนเองจำนวนมาก
  • ลิงก์ที่วางไว้ในเว็บไซต์ที่มีคุณภาพต่ำหรือไม่เกี่ยวข้อง
  • ลิงก์ที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเว็บไซต์
  • การใช้โปรแกรมหรือบริการอัตโนมัติเพื่อสร้างลิงก์ไปยังเว็บไซต์
  • ลิงก์ที่เผยแพร่โดยทั่วไปในส่วนท้ายหรือเทมเพลตของเว็บไซต์ต่างๆ
  • ลิงก์ตามช่องแสดงความคิดเห็นหรือลิงก์ในฟอรั่มต่างๆ

สแปมลิงก์ ในที่นี้ครอบคลุมทั้ง internal link และ backlink อะไรที่มันเกินพอดี หรือดูแล้วไม่เป็นธรรมชาติ คือไม่ดีทั้งหมด

ตัวอย่างการสแปมลิงก์

มีแหวนแต่งงานมากมายในตลาด หากจะจัดงานแต่ง คุณต้องเลือกแหวนแต่งงานที่ดีที่สุด และยังจะต้องซื้อดอกไม้กับชุดแต่งงานอีกด้วย

Google เข้าใจดีว่าการซื้อและการขายลิงก์เป็นองค์ประกอบปกติในการทำการตลาด เพื่อวัตถุประสงค์ในการโฆษณาและผู้สนับสนุน การมีลิงก์ดังกล่าวไม่ละเมิดนโยบายของเรา ตราบใดที่ลิงก์เป็นไปตามเกณฑ์โดยมีค่าแอตทริบิวต์ rel=”nofollow” หรือ rel=”sponsored” ต่อแท็ก <a> ลิงก์ในเราซือเป็นเป็นการโปรโมทธุรกิจ หรือทำ affiliate ต้องระบุแท็กให้ถูกต้องด้วย

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการหลีกเลี่ยงการสร้างหรือใช้สแปมลิงก์:

  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าลิงก์ทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณมาจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงและเกี่ยวข้อง
  • หลีกเลี่ยงการซื้อลิงก์จากเว็บไซต์อื่นๆ
  • การเพิ่มจำนวนของลิงก์ต้องเป็นธรรมชาติ มาจากเว็บใหม่ๆ และมาจากเนื้อหาสดใหม่

7. เนื้อหาที่คัดลอกมา

เนื้อหาที่คัดลอก (duplicate content) คือเนื้อหาที่ปรากฏซ้ำหลายครั้งบนอินเทอร์เน็ต เนื้อหาที่คัดลอกอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การลอกเลียนแบบ การแปลโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการทำซ้ำเนื้อหาของตนเองโดยไม่ได้ตั้งใจ

ตัวอย่างของเนื้อหาที่คัดลอก ได้แก่:

  • หน้าเว็บที่คัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น
  • บทความที่แปลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเว็บไซต์ต้นฉบับ
  • เนื้อหาที่ซ้ำกันบนเว็บไซต์เดียวกัน

แน่นอนการทำเนื้อหา เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครคัดลอกเนื้อหาคนอื่นๆ ตรงอยู่แล้ว เพราะทุกคนรู้กฎเกณฑ์นี้ดี แต่ปัญหาที่แท้จริง คือ เราไม่ได้คัดลอกเนื้อหาเว็บคนอื่นก็จริง แต่สิ่งที่เราเขียนมันขาดความสดใหม่ เพราะสุดท้ายมันใกล้เคียงกับเว็บที่มาก่อนเรา

แนวทางแก้ไขสำหรับปัญหานี้ คือ การเพิ่มเติมบางประเด่นเข้าไป ซึ่งเป็นประเด่นนี้ให้เราเขียนด้วยความคิดเห็นของเราเองได้เลย อะไรที่อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติม ก็เขียนไปได้เลย โดยไม่ต้องเปิดดูเว็บคนอื่น

8. เนื้อหาสแปมที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ (Ai writer)

เนื้อหาสแปมที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ หมายถึงเนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นโดยการใช้โปรแกรมหรือเครื่องมืออัตโนมัติเพื่อสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์โดยไม่มีการแทรกแซงหรือปรับแก้เนื้อหาโดยมนุษย์

Google ไม่ได้ห้าม ไม่ให้พวกเราใช้ AI ช่วยทำเนื้อหา แต่ควรใช้ AI เป็นเพียงตัวเสริม เพื่อให้เนื้อหาที่ทำดีขึ้น แต่ไม่ใช่การเอา AI มาผลิตเนื้อหาจำนวนมากตรงๆ โดยที่ไม่ได้มีการตรวจสอบสิ่งที่เขียน

คำแนะนำเพิ่มเติม เกี่ยวกับการใช้ AI writer

  • อย่าคัดลอกเนื้อหาทุกอย่างที่ AI เขียนมาใช้บนเว็บตรงๆ
  • ให้ใช้ AI ในการช่วยคิดประเด่นก็พอ
  • มีการเขียนเนื้อหาเองเพิ่มเติมเข้าไปด้วย
  • สั่ง AI ด้วยคำถามหลายๆ แบบแล้วค่อยเลือกคำตอบที่ดีสุดเอามาใช้
  • เช็คความซ้ำก่อนคัดลอกมาใช้บนเว็บเว็บก่อนเสมอ

อ่านเพิ่มเติม นื้อหาซ้ำ เนื้อหาไม่ซ้ำ เนื้อหาสดใหม่ แบบที่ Google ต้องการดูยังไง

9. กลโกงและการประพฤติมิชอบ

กลโกงและการประพฤติมิชอบมีรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการแอบอ้างเป็นธุรกิจหรือบริการอย่างเป็นทางการผ่านเว็บไซต์ปลอม ซึ่งจงใจแสดงข้อมูลเท็จเกี่ยวกับธุรกิจหรือบริการ หรือดึงดูดผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์โดยมีพฤติกรรมที่ไม่จริงใจ

การจดโดเมน เป็นชื่อเว็บคนอื่นๆ ตรงๆ แต่เปลี่ยนนามสกุลโดเมน จึงดูเป็น เว็บสแปมในสายตา Google เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การหลอกลวงผู้ใช้

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ “www.apple.com” เป็นเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของบริษัท Apple ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ สมมติว่ามีผู้จดโดเมน “www.apple.net” และสร้างเว็บไซต์ที่เลียนแบบเว็บไซต์ของ Apple เว็บไซต์นี้อาจใช้ชื่อแบรนด์ของ Apple เพื่อหลอกลวงผู้ใช้ให้คิดว่าเป็นเว็บไซต์ของ Apple อย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงินของผู้ใช้

Google ตระหนักถึงพฤติกรรมเหล่านี้ และอาจลงโทษเว็บไซต์ที่ละเมิดนโยบายสแปมของตน เว็บไซต์ที่จดโดเมน เป็นชื่อเว็บคนอื่นๆ ตรงๆ แต่เปลี่ยนนามสกุล จึงมีความเสี่ยงที่จะถูก Google ลงโทษด้วยการลดอันดับการค้นหาหรือถูกลบออกจากผลการค้นหาทั้งหมด

คำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งชื่อโดเมน

  • อย่าจดโดเมนเป็น keyword ตรงๆ
  • อย่าจดโดเมนเป็นชื่อแบรนด์คนอื่นๆ ตรงๆ
  • ให้จดโดเมนเป็น keyword+คำเฉพาเจาะจง ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น
  • ให้จดโดเมนที่เป็นชื่อ brand++คำเฉพาเจาะจง ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น
  • ถ้าทำผิดพลาดไปแล้ว ให้แก้ไขด้วยการจดโดเมนใหม่ แล้วทำ redirect 301 ไปชื่อเว็บใหม่ได้เลย

สรุป

การอัพเดทอัลกอริทึ่มของ Google รอบนี้ โดยเฉพาะเรื่อง spam update ทำให้การทำ SEO ยากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก แต่สุดท้ายแล้ว การทำ SEO มันเป็นเรื่องของการทำเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน ไม่ใช่การทำเนื้อหาเพื่อหวังแต่การทำอันดับ SEO เพียงอย่างเดียว ถ้าเราโฟกัสไปแก่นของ Google เว็บเราจะทำอันดับได้ดีเสมอ ไม่ว่า Google จะอัพเดทอัลกริทึ่มอีกกี่ครั้งก็ตาม ส่วนใครที่อันดับตกไปแล้ว ให้กลับไปแก้ไขเว็บตัวเอง โดยยึดหลักการที่เป็น best practiceที่เป็นมาตรฐาน ที่ Google ต้องการแค่นั้น ทำแล้ว ก็ทำอีก ทำซ้ำอย่างเดียวนะ

บทความเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *