100 คำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับการทำ SEO ที่พบบ่อย สำหรับผู้เริ่มต้น

SEO พื้นฐาน

การทำ seo เป็นหลักการสากล จะเว็บสายขาว หรือสายเทา จะสร้างเว็บด้วย WordPress หรือสร้างเว็บด้วยเครื่องมืออื่นๆ ทุกเว็บ ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของ Google เหมือนกันทุกเว็บ

การทำ seo นั้นไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลา และยุติธรรมเสมอ ดังนั้น หากคุณทำเว็บแล้วยังไม่ติดอันดับหน้าแรก Google นั้นแสดงว่าเว็บของคุณยังทำมาไม่ดีพอ เมื่อเทียบกับเว็บที่เขาติดอันดับก่อนเราแค่นั้น

บทความนี้ผมขอรวบรวม 100 คำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับการทำ SEO เพื่อไว้เป็นไกด์ไลน์ สำหรับผู้เริ่มต้น จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ลองผิดลองถูกครับ

และคำตอบทั้งหมดที่ผมตอบ เป็นคำตอบที่มาจากความประสบการณ์ส่วนตัวของผมเอง ไม่ได้เป็นคำตอบจาก Google โดยตรง ดังนั้น อาจจะไม่ได้เป็นคำตอบที่ถูกต้อง 100%

1)

คำถาม: Yoast SEO ไฟไม่เป็นสีเขียวทั้งหมด แก้ยังไงดี

คำตอบ: ไม่ต้องสนใจไฟเขียวไฟแดงจาก Yoast หรือปลั๊กอิน SEO ตัวอื่นๆ เพราะบรรดาปลั๊กอิน SEO ทั้งหลายนั้น เขาอ่านภาษาไทยไม่ออกครับ ดังนั้นเราจึงไม่ต้องสนใจมันนั้นเอง ถ้าใครทำเนื้อหาแล้วไฟสีเขียวทั้งหมด แสดงว่าคุณเขียนเนื้อหาอ่านไม่รู้เรื่อง

อ่านเพิ่มเติม: คู่มือการใช้งานปลั๊กอิน Yoast SEO

2)

คำถาม: เว็บได้คะแนน Page speed ไม่ถึง 90 คะแนน มีผลกระทบด้าน SEO มากหรือไม่

คำตอบ: การวัดความเร็วเว็บ จะมี 2 ส่วน คือความเร็วตอนใช้งานจริง กับคะแนนที่เป็นตัวเลขบน Google Page speed Insight

ให้คุณโฟกัสที่ความเร็วตอนเปิดเว็บจริงบนมือถือ ถ้าไม่เกิน 3 วินาที ถือว่าผ่านเกณฑ์ทุกเว็บ (ย้ำว่าให้วัดจากความรู้สึกบนมือถือเท่านั้น Google ไม่สนใจความเร็วการเปิดเว็บบน Desktop) ส่วนตัวเลขคะแนนบน Google Page Speed Insight ขอให้เกิน 50 คะแนน ก็เพียงพอแล้ว

ดังนั้นเว็บเราไม่จำเป็นต้องทำให้ได้คะแนน 90 คะแนนขึ้นไปครับ เพราะเว็บที่คะแนนสูง ไม่ได้แปลว่าเว็บนั้นเนื้อหามีคุณภาพ แต่ถ้าเราทำเนื้อหาบนเว็บได้มีคุณภาพ แม้คะแนน Page Speed เราจะได้น้อย แต่ Google ก็จะเลือกเว็บเรามากกว่าครับ

เพราะหน้าที่หลักของ Google คือ ค้นหาเว็บที่มีเนื้อหา ที่ตอบคำถามสิ่งที่ผู้คนอยากรู้ Google ไม่ได้มองหาเว็บที่ได้คะแนนสูงๆ อย่างเดียวครับ

อ่านเพิ่มเติม: ทำเว็บ WordPress ให้โหลดเร็ว 100/100 บน Google Page Speed

3)

คำถาม: ถ้าเว็บยังไม่ผ่านเกณฑ์ Core Web Vitals จะส่งผลอะไรบ้าง

คำตอบ: Core Web Vitals ซึ่งเป็นเมตริกที่ใช้วัด Page Experience ซึ่ง Google เริ่มใช้เมตริกนี้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 64 แต่ถือว่ายังโชคดีที่ว่า Google ลดหย่อนกฎเกณฑ์ลง

หมายความว่า หากเว็บเราสามารถทำให้ผ่าน Core Web Vitals ได้ก็ดี แต่หากไม่ผ่าน แต่อยู่ในการแจ้งเตือนว่าต้องปรับปรุง แบบนี้ถือว่าไม่เป็นไร เราไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไร แต่ถ้าเว็บของคุณถูกแจ้งเตือนว่า URL ที่ไม่ดี แบบนี้ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ Core Web Vitals ครับ

อ่านเพิ่มเติม: แนวทางทำเว็บให้ผ่านเกณฑ์ Core Web Vitals

4)

คำถาม: ทำ SEO กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานานแค่ไหน

คำตอบ: ต้องใช้เวลา 4-6 เดือนขึ้นไป ถึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ ดังนั้น สำหรับคนที่เริ่มต้นทำ SEO ช่วงแรกคุณต้องใช้ความอดทนก่อน ไม่ต้องสนใจว่ามีคนจะเข้าเว็บมากหรือน้อย

คนคลิกเข้าเว็บแต่ละวัน จาก organic search มีน้อย ในช่วงเดือนแรกๆ เป็นเรื่องปกติ ที่ทุกคนต้องเจอ ไม่ได้เป็นแค่คุณคนเดียว

ปรับ On page เติมบทความ ทำลิงค์เชื่อมโยงไปมาหากัน สร้างเหตุปัจจัยอย่างเดียว อย่างต่อเนื่อง

ถ้าไม่ยอมแพ้ไปเสียก่อน อันดับมาแน่นอน

5)

คำถาม: ทำไมเว็บนี้ติดอันดับ 1 Google หน้าเว็บเขียนสั้นนิดเดียว on page ก็ไม่ได้ปรับ backlink ก็ไม่มี

คำตอบ: Google ใช้ปัจจัยหลายอย่างในการคัดเลือกเว็บไซต์ ซึ่งมีมากกว่า 200 ปัจจัย และ Google ดูภาพรวมเว็บไซต์เราทำเว็บประกอบด้วย ไม่ได้ดูจากหน้า URL เดียว

ดังนั้น คุณไม่ต้องไปสนใจคู่แข่งมากนัก ถ้าเราไปปรับตามเว็บคู่แข่ง เราจะเป๋ไปเป๋มา เพราะไม่รู้อะไรถูกอะไรผิด ให้ปรับเว็บตามหลักการเป็นหลัก

6)

คำถาม: Backlink ยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

คำตอบ: Backlink ยังจำเป็นอยู่ แต่มันไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO

Backlink จึงเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง จากอีกหลายร้อยปัจจัยของ Google ในการจัดอันดับเว็บ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องทำ Backlink ด้วย แต่สิ่งที่คุณต้องคำนึงในการทำ Backlink คือ การโฟกัสที่คุณภาพมากกว่าปริมาณ ดังนั้น คุณต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อน “backlink ทีดีต้องมีลักษณะอย่างไร” ถ้าคุณตอบคำถามนี้ไม่ได้ คุณจะมี backlink เป็นหมื่นเป็นแสน backlink ก็ไม่มีความหมายครับ

อ่านเพิ่มเติม: Backlink ที่ดีมีลักษณะอย่างไร

7)

คำถาม: Hosting มีผลต่อการทำ SEO หรือไม่

คำตอบ: มีผลอย่างแน่นอน เพราะทุกอย่างย่อมต้องมี host ทีดี และ host ที่ไม่ดี เว็บคุณจะเปิดช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับโฮสติ้งที่คุณเลือกใช้ด้วย ดังนั้นหากคุณต้องการทำเว็บให้มีคุณภาพ คุณต้องรู้หลักการในการเลือกใช้ Hosting ก่อนครับ

และหากคุณเลือกโฮสผิดแต่แรก ไม่ต้องคิดมากครับ ให้เปลี่ยนทันที หากคุณอยากประสบความสำเร็จในการทำ SEO

อ่านเพิ่มเติม: หลักการเลือกโฮสติ้งสำหรับเว็บ WordPress

8)

คำถาม: ถ้าเรามีหลายเว็บเพื่อเอาไว้ทำ Backlink เราควรแยกโฮส หรือใช้โฮสรวมกันดี

คำตอบ: ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำกี่เว็บ ถ้าคุณมีเว็บไซต์ประมาณ 1- 3 เว็บ คุณสามารถรวมทุกเว็บไว้บน Host เดี๋ยวกันก็ได้ เพราะ Google ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ว่าคุณจะใช้โฮสอะไร เขาดูที่คุณภาพของเว็บก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าคุณมีหลายเว็บ แต่เนื้อหาไม่ได้เรื่อง จะอยู่โฮสเดียวกัน หรือโฮสต่างกัน ก็ไม่มีความแตกต่างกันครับ

แต่ถ้าคุณมีเว็บหลายเว็บ มากกว่า 3 เว็บขึ้นไป แล้วคุณต้องการทำ Backlink เพื่อความเป็นธรรมชาติ ของ link ที่ส่งกลับ แบบนี้คุณควรแยกทำหลายๆ โฮสครับ อาจจะเอาเป็นหลักการก็ได้ คือ โฮสละ 3 เว็บพอ เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติ การทำ SEO อะไรที่มันตั้งใจทำมากไปก็ไม่ดีนั้นเอง ทุกอย่างต้องทำให้มันดูเป็นธรรมชาติเป็นหลักครับ

9)

คำถาม: ถ้า Traffic ลดลง หมายถึงเว็บเราโดน Google ลงโทษใช่หรือไม่

คำตอบ: คุณต้องดูก่อนว่า Traffic ลดลง ลักษณะเส้นกราฟเป็นแบบไหน ถ้าค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ ไม่ใช่ลดลงแบบแนวดิ่งตั้งฉาก แบบนี้ถือว่าปกติ เว็บคุณไม่ได้ถูก Google ลงโทษ

แต่อาจจะเป็นเพราะว่าวงการของคุณ มีคู่แข่งหน้าใหม่เยอะขึ้น และเขาทำเนื้อหาบนเว็บดีกว่าคุณ หรือไม่ก็เว็บคุณไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว เมื่อเวลาผ่านไป ย่อมเป็นธรรมดาที่ Traffic ต้องลดลง แต่มันจะเป็นการลดลงอย่างช้าๆ

แต่ถ้ากราฟ Traffic คนคลิกเข้าเว็บบน Google search console ดิ่งลงเป็นแนวตั้ง แบบนี้แหละเว็บเราอาจถูก Google ลงโทษ หรือไม่ก็ต้องมีทำผิดทางเทคนิคบางอย่าง เราต้องรีบหาสาเหตุนั้นเอง

10)

คำถาม: Alt text บนรูปภาพจำเป็นต้องใส่ทุกรูปหรือไม่

คำตอบ: เราไม่จำเป็นต้องใส่ Alt text ทุกรูปภาพครับ เพราะแม้ว่าเราจะใส่ทุกรูป แต่ตอนที่ Google เลือกรูปภาพไปแสดงรูปภาพบนหน้านั้นจะถูกเลือกไปแสดงเพียงไม่กี่รูปเท่านั้น

แต่เราควรระวังเลือกการเป็น spam keyword มากกว่า เพราะบางครั้งการใส่ alt text มากไปมันจะกลายเป็น spam keyword แทนนั้นเอง

ดังนั้นผมจึงคิดสูตรสำเร็จขึ้นมาดังนี้ ในหน้าเว็บที่คุณกำลังปรับ on page seo ในหน้านั้น สมมุติ คุณมีรูปภาพทั้งหมด 20 รูป ให้คุณใส่ alt text ไปสัก 10 รูปภาพ อีก 10 รูปปล่อยว่างไว้

และใน 10 รูปที่คุณใส่ alt text ให้คุณใส่คำดังนี้

  • รูปที่ 1 2 และ 3 ให้ใส่ Focus keyword แบบเปะๆ
  • รูปที่ 4 5 และ 6 ให้ใส่คำที่เกี่ยวข้อง
  • รูปที่ 7-10 ให้ใส่คำธรรมชาติ
  • รูปที่ 11 เป็นต้นไป ไม่ต้องใส่ alt text

11)

คำถาม: 1 หน้าควรใส่ keyword กี่ครั้ง?

คำตอบ: ค่าเฉลี่ยความถี่ของ Keyword ที่ควรเป็นคือ 1-1.5% ของเนื้อหา แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณไม่ต้องไปเสียเวลานั่งนับครับ เพราะแต่ละหน้าของแต่ละคน เราเขียนเนื้อหาสั้นยาวไม่เท่ากัน

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือ เขียนเนื้อหาให้เป็นธรรมชาติไปเลย มันจะปรากฎ keyword กี่ครั้งก็ไม่เป็นไร เมื่อเราเขียนเนื้อหาแบบธรรมชาติ พวก keyword ต่างๆ มันจะกระจายตัวทั่วหน้าเนื้อหาของเราเองครับ

การทำ SEO ยิ่งตั้งใจมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ยิ่งไม่ดีครับ ดังนั้น ไม่ต้องใจทำมากเกินไปครับ

12) 

คำถาม: คำ keyword ต้องเขียนเว้นวรรคหรือไม่เว้นวรรค

คำตอบ: ดูที่ความเป็นธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าเราเว้นวรรคแล้วเนื้อหาเราดูน่าอ่านก็ให้เว้นวรรค แต่ถ้าบางคำ เราเขียนแบบเว้นวรรคแล้วมันดูไม่น่าอ่าน เราก็ไม่ต้องเว้นวรรค

13) 

คำถาม: URL ใช้ภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษดี

คำตอบ: เลือกใช้ภาษาอะไรก็ได้ จุดนี้เป็นปัจจัยเล็กน้อยในด้าน SEO แต่คำแนะนำของผม ควรเลือกใช้ URL เป็นภาษาอังกฤษหรือตัวเลข ไม่ควรใช้ URL ภาษาไทยครับ มันจะมีผลเรื่องของ UX คือ เมื่อเราเอาลิงก์ URL ไปแชร์ยังที่ต่างๆ มันจะกลายเป็นภาษาต่างดาว อ่านไม่รู้เรื่อง ดูแล้วไม่สวย และไม่น่ากดเข้าไปดูด้วย

14)

คำถาม: จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือ SEO แพงๆ หรือไม่

คำตอบ: ไม่จำเป็นครับ สิ่งแรกที่คุณต้องทำความเข้าใจ ก็คือ มันไม่มีหรอกโปรแกรมทำ SEO ที่แค่ซื้อโปรแกรมมาใช้แล้วเว็บเราจะติดอันดับ Google ได้ทันที

แต่พวกเครื่องมือ SEO หรือโปรแกรม SEO ต่างๆนั้น ไม่ว่าจะเป็น Ubersuggest, ahrefs หรือ semrush เครื่องมือเหล่านี้ ทำหน้าที่แค่วิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ เฉยๆ ไม่ใช่โปรแกรมทำ SEO และข้อมูลเหล่า หรือค่าคะแนนต่างๆ จากโปรแกรมพวกนี้ ก็ไม่ได้เป็นค่าคะแนนโดยตรง จาก Google อีกด้วย เราจึงไม่จำเป็นต้องไปยึดติด

ดังนั้น จุดสำคัญคุณต้องเข้าใจหลักการ SEO ที่ถูกต้องก่อน แล้วคุณถึงจะวิเคราะห์เว็บต่างๆ ได้เอง โดยแทบจะไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องมือราคาแพงเลย

เพราะซื้อเครื่องมือราคาแพงไปก็แค่นั้น ถ้ายังไม่เข้าใจหลักการ SEO และโดยมาก แต่ละคนก็ไม่ได้ใช้เครื่องมืออย่างถูกต้องหรือเต็มประสิทธิภาพ เพราะใช้งานเขาไม่เป็นอีกด้วย จึงไม่ค่อยคุ้มกับเงินที่เราต้องจ่ายไปปีละหลายหมื่นบาทครับ

อ่านเพิ่ม: รีวิว SEO Tools ที่ผมใช้งานอยู่ประจำ พร้อมคำแนะนำการใช้งาน

15)

คำถาม: เวลาค้นหาบน Google ส่วนใหญ่จะโชว์รูปเดียว บางครั้งถึงจะโชว์หลายๆ รูปเหมือนเว็ปลาซาด้า ช้อปปี้ อยากทราบวิธีการทำ

คำตอบ: อันดับ​แรกขนาดไฟลไซส์​ของรูปต้องไม่เกิน​ 200​ kb รูปมีการใส่​ alt​ เป็น​คำ​ keyword หรือเกี่ยวข้อง​กับ​ keyword แต่อย่าใส่​ alt​ ทุกรูปเป็นคำเดียวกัน​ และไม่ต้องตั้งใจใส่​ alt​ ทุกรูป

ถ้ารูปในเนื้อหา​มีความกว้างยาว​ เท่ากันหลายๆ​ ใบ​ จะมีโอกาสถูกดึงเป็น​ gallery คือโชว์​หลายรูป

แต่ถ้ารูปแต่ละใบมีขนาดไม่เท่ากัน​โดยมาก​ google​ จะดึงรูปภาพหน้าปกมาแสดง​แค่​ 1 รูป
แต่เราควบคุม​การแสดงรูปไม่ได้ ​google​ จะเป็น​คนดึงรูปจากเว็บเรามาเอง ดังนั้น​เราทำได้แค่ส่งเหตุ​ปัจจัย​ที่ดีไปให้​ google​ อย่างเดียว​ครับ

อ่านเพิ่มเติม: การทำ SEO รูปภาพอย่างถูกต้อง

16)

คำถาม: เปลี่ยนธีมแล้วอันดับจะร่วงมั้ย

คำตอบ: ถ้าเปลี่ยนมาใช้ธีมที่มี Performance ดีกว่าเดิม แสดงว่าเมื่อปรับแต่งทุกอย่างเสร็จ เว็บคุณก็ต้องดีกว่าเดิม เมื่อเว็บเราดีกว่าเดิม อันดับย่อมไม่ร่วงครับ มีแต่จะดีขึ้นนะ

แต่สิ่งที่คุณต้องระวัง คือ เมื่อคุณเปลี่ยนธีม หน้าตาเว็บของคุณจะพังทั้งหมด คุณต้องไล่ออกแบบหน้าเว็บใหม่ทั้งหมด ก็คล้ายเราสร้างเว็บใหม่นั้นเอง

ดังนั้น อย่าวู่วามไปเปลี่ยนธีมบนเว็บจริงทันที ให้คุณมาเปลี่ยนธีม และออกแบบหน้าตาเว็บบนเว็บฝึกซ้อม หรือเว็บ subdomain ให้เรียบร้อยก่อน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราค่อยย้ายเว็บไปใส่บนโดเมนจริงครับ

อ่านเพิ่มเติม: วิธีการทำเว็บฝึกซ้อมบน Subdomain

17)

คำถาม: หน้า Keyword หลักอันดับไม่ขึ้น แก้ปัญหาอย่างไร?

คำตอบ: คำถามนี้ถามง่าย แต่ถ้าจะตอบให้เข้าใจคงต้องอธิบายกันยาว และผมเคยได้เขียนคำตอบเรื่องนี้ไว้แล้ว แนะนำให้พวกเราอ่านเพิ่มจากบทความนี้แทนครับ หน้า Keyword หลักอันดับไม่ขึ้น วิธีแก้ปัญหา

18)

คำถาม: ปลั๊กอิน Yoast กับ Rank math จะเลือกใช้ตัวไหนดี

คำตอบ: เลือกใช้ตัวไหนก็ได้ ฟังชั่นสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการทำ SEO ทำได้ทั้งคู่ ฟังชั่นพื้นฐาน เช่น

  • ช่องใส่ title แล้ววัดความยาวที่เหมาะสม
  • ช่องใส่ Meta description
  • ฟังชั่นทำ canonical
  • ฟังชั่นทำ Noindex
  • ฟังชั่นสร้าง schema พื้นฐาน
  • ฟังชั่นสร้าง site map

ฟังชั่นเหล่านนี้ทั้ง 2 ปลั๊กอินทำได้ทั้งคู่

แต่ถ้าพูดถึงฟังชั่นเพิ่มเติม แน่นอน Rank math มากกว่าในแง่การปรับแต่งทางเทคนิค แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การปรับแต่งทางเทคนิคต่างๆ ที่เป็น option เพิมเติมจาก rank math มันจะไม่มีความหมาย ถ้าคุณยังไม่เข้าใจหลักการทำ SEO

19) 

คำถาม: อยากเปลี่ยนจาก Yoast มาใช้ Rank math มีผลกระทบด้าน SEO หรือไม่

คำตอบ: ไม่มีผลกระทบด้าน SEO คุณสามารถเปลี่ยนปลั๊กอินสลับไป สลับมาได้ เพราะสิ่งที่ผลต่อการทำ SEO คือ แนวคิดที่เป็นหลัก หลักการคุณต้องแน่นก่อน เครื่องมือต่างๆ เป็นแค่ปัจจัยรอง

บทความนี้ยังไม่เสร็จเรียบร้อย กำลังอัพเดทให้เสร็จในเร็วๆ นี้ครับ

เรียน SEO ออนไลน์ฟรี 4 บทเรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการทำ SEO 

คลิกเข้าเรียนที่นี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น