แนวทางการทำ SEO ล่าสุด หลังจาก Google Core update 2024

seo update 2024

การทำ SEO ในยุคปัจจุบันนั้นไม่ง่าย การแข่งขันสูงขึ้นตลอด มีเว็บใหม่ๆ เกิดขึ้นจำนวนมาก แต่การแสดงผลบน Google ยังคงเป็นเท่าเดิม คือ แสดงแค่ไม่เกิน 10 เว็บ และการทำ SEO นั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อันดับมีขึ้นลง อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำเนื้อหามาดี หรือไม่ดี มีโอกาสอันดับตกได้พอๆ กัน

Google Core update เรื่องอะไรบ้าง

Google มีการอัพเดทอัลกอริทึ่มสำหรับใช้ในการจัดอันดับเว็บอยู่ตลอดเวลา โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อนำเสนอเว็บที่มีเนื้อหาที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งานมากที่สุด แต่วิธีการที่เขาใช้วัดผล หรือคัดเลือกเว็บนั้น ไม่ได้มีคำตอบแบบเฉพาะเจาะจง มีเพียงแนวทางกว้างๆ ที่ควรเป็นเท่านั้น ต่อไปนี้คือ 5 เรื่องหลักๆ ที่ Google มีการอัพเดทล่าสุด

1. Helpful content update (HCU)

เป็นการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมการค้นหาของ Google ที่มุ่งเน้นไปที่การจัดอันดับเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้จริง ๆ มากกว่าเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจระบบค้นหา (Search engine)

HCU ประกอบไปด้วยหลักการสำคัญ 3 ประการดังนี้:

  • ประโยชน์: เนื้อหาควรมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ ช่วยให้พวกเขาเข้าใจหัวข้อที่ต้องการได้ดีขึ้น
  • ความน่าเชื่อถือ: เนื้อหาควรมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีข้อมูลอ้างอิงที่ถูกต้อง
  • ความเป็นจริง: เนื้อหาควรเป็นความจริง ปราศจากข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่บิดเบือน

2. Spam update

Spam update ล่าสุด มุ่งเป้าไปที่การตรวจจับลิงก์สแปมประเภท “buying links” ที่ใช้เพื่อ “สร้าง backlink” เทียมๆ ไปยังเว็บไซต์ การอัปเดตนี้ส่งผลต่อเว็บไซต์ทุกภาษาทั่วโลก เว็บไซต์ที่ใช้ “buying links” อาจถูกลงโทษโดย Google ซึ่งอาจส่งผลต่ออันดับในการค้นหา

3. Scaled content abuse

เป็นการอัปเดตอัลกอริทึม ที่มุ่งเน้นไปที่การจัดการกับเนื้อหาที่สร้างโดยอัตโนมัติ (AI-generated content) ที่มีคุณภาพต่ำและสร้างความเสียหายต่อผู้ใช้ Scaled content abuse มีลักษณะดังต่อไปนี้:

  • สร้างเนื้อหาจำนวนมากโดยอัตโนมัติ: เว็บไซต์เหล่านี้ใช้ AI เพื่อสร้างเนื้อหาโดยอัตโนมัติโดยไม่ได้มีการรตรวจสอบจากมนุษย์ เนื้อหาประเภทนี้มักมีคุณภาพต่ำ ไม่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ และเต็มไปด้วยการแสปม Keyword
  • สร้างเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาซ้ำๆ: เว็บไซต์เหล่านี้สร้างเว็บไซต์จำนวนมากที่มีเนื้อหาคล้ายกันหรือเหมือนกันทั้งหมด เว็บไซต์ประเภทนี้มักถูกสร้างขึ้นเพื่อ “Link farming” ไปยังเว็บไซต์อื่น

4. Site reputation abuse

“Site reputation abuse” แปลว่า “การละเมิดชื่อเสียงของเว็บไซต์” ก็คือ การที่มีบุคคลนำเนื้อหาคุณภาพต่ำของเว็บไซต์อื่นมาลงบนเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่ออาศัยพลังของเว็บไซต์ในการทำอันดับ SEO สิ่งนี้ถือเป็นสแปม ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์รีวิวสินเชื่อนำบทความรีวิวสินเชื่อเงินกู้ไปลงบนเว็บไซต์การศึกษาที่มีชื่อเสียง เว็บไซต์ที่ใช้กลยุทธ์ Site reputation abuse อาจถูกลงโทษโดย Google ซึ่งอาจส่งผลต่ออันดับในการค้นหา

5. Expired domain abuse

“Expired Domain Abuse” หรือ “การละเมิดโดเมนที่หมดอายุ” ในการอัปเดตล่าสุดของ Google หมายถึงการใช้โดเมนที่หมดอายุแล้วในทางที่ผิดจรรยาบรรณเพื่อประโยชน์ในการทำ SEO หรือการปรับแต่งผลการค้นหา ตัวอย่างของการละเมิดโดเมนที่หมดอายุอาจรวมถึง:

  • การซื้อโดเมนที่หมดอายุมาทำเนื้อหาใหม่: โดเมนที่หมดอายุอาจมี Backlink ที่มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว การซื้อโดเมนเหล่านี้และเปลี่ยนเนื้อหาหรือสร้างเว็บไซต์ใหม่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเดิม เพื่อใช้ประโยชน์จาก Backlink เหล่านี้ในการเพิ่มอันดับ SEO ของเว็บไซต์ใหม่
  • การเปลี่ยนเส้นทางโดเมนที่หมดอายุ: ซื้อโดเมนหมดอายุ แล้วนำมาทำ redirect 301 เปลี่ยนเส้นทางการเข้าถึงโดเมนที่หมดอายุ ไปยังเว็บไซต์อื่นเพื่อเพิ่มพลัง SEO

ตัวอย่างของเว็บที่อันดับพุ่ง และอันดับร่วง

เป้าหมายของอัปเดทของ Google นั้นมีเจตนาดี แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพราะกลายเป็นว่า Google ให้คุณค่ากับความน่าเชื่อถือของโดเมน มากกว่าคุณภาพของเนื้อหาจริงๆ เว็บที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น เว็บสำนักข่าว เว็บสื่อ media ต่างๆ อันดับพุ่งขึ้นแรงมาก ส่วนเว็บเล็กๆ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องมากกว่า กลับอันดับตก หรือหลุดหายไปจากระบบผลการค้นหาของ Google นั้นเอง

ตัวอย่างเว็บที่อันดับพุ่ง

ตัวอย่างเว็บที่อันดับร่วง

ตอนนี้ Google ชอบเว็บแบบไหน

จากข้อมูลที่ผมรวบรวมมาทั้งหมด สิ่งที่ Google พยายามอัปเดท กับผลลัพธ์ของเว็บที่ติดอันดับจริงๆ ยังมีความย้อนแย้งกันอยู่มาก แทนที่ Google จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของเนื้อหา แต่กลับให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของโดเมนแทน หมายความว่า ถ้าคุณเป็นโดเมนที่มีความน่าเชื่อถือ หรือมีชื่อเสียงอยู่แล้ว เนื้อหาอาจจะไม่จำเป็นต้องเขียนให้ดีมากก็ได้ แต่เว็บคุณจะถูก Google เลือกนำมาแสดงผลก่อนเสมอ

โดยสรุป เว็บที่มีหลายองค์ประกอบเหล่านี้ร่วมกันมักมีอันดับสูงขึ้น และมี Traffic เพิ่มมากขึ้น

  • เว็บที่อายุเยอะๆ
  • นามสกุลโดเมน ที่มีชื่อประเทศ เช่น .co.th
  • เว็บที่มีชื่อเสียง
  • เว็บที่มีความเชียวชาญเฉพาะเรื่อง
  • เว็บที่มีการเคลื่อนไหว อัพเดทข้อมูลสดใหม่ตลอดเวลา
  • เว็บที่มี traffic เยอะ
  • เว็บที่มี backlink จากเว็บใหญ่ๆ

แนวทางการทำ SEO ล่าสุด (2024)

เมื่อเราเข้าใจ Google Core update ว่ามีอะไรบ้าง กับดูสิ่งที่แสดงบนหน้าผลการค้นหา แล้วพบว่าสิ่งที่ Google ประกาศว่าจะทำ กับสิ่งที่เป็นจริงนั้นสวนทางกัน อาจทำให้บางคนมืดแปดด้าน เพราะไม่รู้จะเอายังไงต่อดี แต่ในความสับสน ก็ยังจะพอมีหลักการที่จะเป็นแนวทางสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นวางแผนการทำ SEO ใหม่อยู่ สามารถทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ได้ครับ

1. ตั้งวัตถุประสงค์ของเว็บก่อน

หมายความว่า เราต้องวางแผนก่อนว่า โมเดลหาลูกค้า หรือหาเงินของเว็บเราคืออะไร เช่น ขายสินค้า / ขายบริการ / ขายแบนเนอร์ / รีวิวสินค้าแบบมี sponsored / รีวิวสินค้า แบบ affiliate เพราะเว็บแต่ละประเภทจะมีการวางแผนขั้นตอนทำเนื้อหาแตกต่างกัน มีจำนวนบทความที่ต้องใส่ลงบนเว็บแตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น

ถ้าทำเว็บขายสินค้า/ขายบริการ ให้เริ่มทำเนื้อหาจาก keyword ที่เป็นสินค้าหรือบริการของเราก่อน แล้วค่อยทำบทความให้ความรู้ หรือบทความทั่วไปในภายหลัง

ถ้าทำเว็บขายสินค้า แต่สินค้ามีหลายหมวดหมู่มาก อาจต้องวางแผนทำหลายเว็บ ก็คือ 1 หมวดหมู่สินค้า ทำ 1 เว็บ เช่น สมมุติเราขายสินค้าสัตว์เลี้ยงอาจะแยกเว็บเป็น  สินค้าสำหรับแมว 1 เว็บ สินค้าสำหรับสุนัขอีก 1 เว็บ

ถ้าคุณจะทำเว็บสื่อ/เว็บข่าว/เว็บวาไรตี้ ที่ภายในตัวเว็บจะมีทำเนื้อหาหลากหลายหมวดหมู่ ในช่วงแรกคุณต้องสร้างแบรนด์ให้ดังก่อน ดังนั้นเว็บประเภทนี้ การตั้งชื่อโดเมนจึงสำคัญมาก เพราะเนื้อหาเราต้องทำทุก keyword อยู่แล้ว เว็บเหล่านี้ชื่อ Brand/ชื่อเว็บ สำคัญกว่าเนื้อหา

ถ้าคุณจะทำเว็บรีวิวสินค้าแบบมี sponsored / แบบ affiliate คุณต้องคุมโทนเนื้อหาของเว็บ ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ห้ามจับฉ่าย ห้ามรีวิวทุกอย่างเด็ดขาด ถ้าจะรีวิวอุปกรณ์ออกกำลังกาย ทั้งเว็บก็ต้องเป็นเรื่องออกกำลังกาย

2. เลือก Niche เฉพาะทางเพื่อคุมโทนเนื้อหา

เป็นที่แน่ชัด หลังกจาก Google core update เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เว็บเล็กๆ ที่อันดับพุ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นเว็บเฉพาะทาง คือตัวเว็บมีลักษณะของการทำเนื้อหาเน้นไปที่หมวดหมู่เดียว เช่น ถ้าจะขายเครื่องออกกำลังกาย ก็ต้องทำเนื้อหาทั้งเว็บเจาะลึกเฉพาะเรื่องการออกกำลังกาย

ถ้าคุณเป็นร้านขายสินค้า ที่มีหลากหลายหมวดหมู่ และถ้าเราเป็นเว็บเล็กๆ หากต้องการจะสู้กับเว็บใหญ่ คุณอาจต้องใช้กลยุทธ์แยกเว็บ ตามหมวดหมู่สินค้าในการทำ SEO เช่น หากคุณเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้าง อยากให้คน ค้นหาคำว่า ท่อ PVC แล้วเจอเว็บของคุณ คุณต้องสร้างเว็บแยกออกมาต่างหากอีก 1 เว็บ แล้วใส่เนื้อหาเฉพาะเรื่องท่อ PVC หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้น

แปลว่า เราต้องว่างแผนการทำเว็บมากกว่า 1 เว็บไปเลยตั้งแต่ต้น อาจจะ 1 เว็บที่เป็นเว็บ Brand ชื่อร้านค้าของเรา เว็บนี้อาจจะลงข้อมูลขายสินค้าทุกอย่างได้ แต่เราจะสร้างเอาไว้เพื่อไว้ทำ Brand และมีอีกหลายเว็บ เพื่อแยกตามหมวดหมู่สินค้าที่เราขาย ถ้าเราทำเนื้อหาให้มีความเฉพาะเจาจง แต่ละเว็บของเรานั้น ไม่จำเป็นต้องทำบทความสนับสนุนเยอะ ทำประมาณ 30-50 บทความ ก็มีโอกาสติดอันดับคำขายของได้แล้วนั้นเอง

ตัวอย่างเว็บที่ทำเนื้อหาเฉพาะทาง

3. วางแผนเลือก keyword  ที่จะทำก่อน

วิธีคัดเลือกเว็บที่จะนำมาแสดงที่หน้าผลการค้นหา Google เขาไม่ได้ดูเนื้อหาแค่หน้านั้นเพียงหน้าเดียว แต่ Google ใช้การประเมิณภาพรวมจากเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บของเราด้วย นั้นแปลว่าคุณต้องวางแผนการทำเนื้อหาให้ดี

เพราะบางครั้ง หน้าหลักที่เรากำลังทำ SEO นั้น เราทำเนื้อหามาดีมาก แต่ปริมาณหน้าอื่นๆ บนเว็บของเรามีเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นทำไม่ดีมากกว่าดี ทำให้คะแนนภาพรวมเว็บลดลง ก็จะส่งผลเสียต่อหน้าหลักที่เราทำ SEO อยู่ด้วย

รวมถึงต้องระวังการทำเนื้อหาที่ซับซ้อนกัน ระหว่างหน้าสินค้า กับหน้าบทความ อาจส่งผลให้ Google เลือกทำอันดับเว็บของเราผิดหน้าได้

เทคนิคง่ายๆก็คือ ให้ทำ keyword คำทำเงินก่อน  แล้วค่อยทำบทความสนับสนุน  ก็คือเลือกทำ keyword ที่เป็นชื่อสินค้า หรือคำบริการของเราก่อน ทำเนื้อหาหน้าพวกนี้ให้ดี ทั้งข้อความและรูปภาพ ทำมันให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วถึงค่อยไปทำ Blog เขียนบทความสนับสนุน เพื่อสร้างความเป็นผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่เราขาย

หลายๆ คนไม่ได้วางแผน Keyword ก่อน แล้วไปเปิดเว็บด้วยการทำบทความให้ความรู้ พอถึงเวลาต้องทำเนื้อหาที่เป็นหน้าสินค้า หน้าบริการ ข้อมูลที่เรานำเสนอ มักจะไปซ้ำกับสิ่งที่ตัวเองเคยเขียนไว้ที่หน้าบทความนั้นเอง ทำให้คำที่เราอยากติดอันดับกลับไม่ติดอันดับสักที

4. ทำเนื้อหาให้มีความเหมาะสมกับสิ่งที่คนอยากรู้จริงๆ

ไม่มีกฎตายตัวว่าเนื้อหาแต่ละหน้าต้องเขียนยาวกี่คำ ความยาวของจำนวนคำ ไม่มีผลต่อการติดอันดับ SEO สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญในการทำเนื้อหา คือการวิเคราะห์ว่า คำที่คนกำลังค้นหานี้ Search intent ที่อยู่เบื้องหลังของคนๆ นั้นคืออะไร เขาอยากได้ข้อมูลอะไร อยากหาคำตอบ อยากเช็คราคา อยากเห็นตัวอย่างสินค้า เขาจะซื้อไปใช้เอง ซื้อไปให้คนอื่น หรือซื้อไปขายต่อ

แต่ละ Keyword จึงมีรูปแบบการนำเสนอข้อมูลแตกต่างกัน เช่นคุณขาย ท่อ PVC สินค้าประเภทนี้ คนซื้อไม่ได้สนใจเรื่องความสวยงามของรูปภาพประกอบเนื้อหา แต่เขาอยากเห็นราคา อยากเห็นราคาส่ง ราคาปลีก อยากรู้ว่าสั่งแล้ว ไปส่งถึงบ้านได้หรือไม่ จัดส่งภายในกี่วัน มีค่าใช้จ่ายหรือไม่ หรือสั่งขั้นต่ำได้ราคาเท่าไหร่ คุณก็ควรนำเสนอจุดนี้ให้ดึงดูดความสนใจให้ได้มากที่สุด ส่วนตอนจบเนื้อหาของเรามันจะมีกี่ตัวอักษร มีกี่คำ ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ

ทำเนื้อหาขนาดยาว ที่มีตัวอักษรเกิน 3000 คำไม่ผิด แต่ให้พวกเราระวังหน่อย เพราะ Google เขาจะดูประสบการณ์ใช้งานบนเว็บของเราร่วมด้วย (user experience) หมายความว่า หากคุณทำเนื้อหาขนาดยาว แต่ไม่มีคนเลื่อนดูเนื้อหาของหน้านั้นจนจบ Google อาจมองว่าเนื้อหาหน้านั้นของคุณเป็นสแปมได้

5. ระวังเรื่องการใส่ลิงก์

ณ ปัจจุบัน สิ่งที่ Google ใช้ในการตรวจจับว่าเว็บไหนเข้าข่ายเป็นสแปมหรือไม่ คือเรื่องของการใส่ลิงก์ ทั้งลิงก์ภายใน และลิงก์ภายนอก

อย่าพยายามตั้งใจใส่ลิงก์ แล้วส่งไปหาหน้าใดหน้าหนึ่ง แบบเกินความพอดี นั้นแปลว่า คุณจะทำจุดนี้ได้อย่างถูกต้อง คุณต้องปรับแนวคิดตัวเองก่อน ก็คือ ลิงก์ นั้นไม่ได้มีหน้าที่ดันอันดับ SEO

แต่ลิงก์ต่างๆ ที่เราใส่บนเว็บ มีหน้าที่หลักๆ คือใช้สำหรับการอธิบายคำศัพท์เฉพาะเจาะจงบนเนื้อหา ใส่ลิงก์ที่คำเหล่านี้ เพื่อพาคนที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องๆ นั้น ไปอ่านต่อยังหน้าถัดไป ที่เขียนเรื่องๆ นั้นโดยเฉพาะ

ถ้าเรายังคิดว่าการใส่ลิงก์คือการดันอันดับ keyword ที่เราอยากติดหน้าแรก การใส่ลิงก์บนเว็บของเรามันจะดูผิดธรรมชาติ สุดท้ายลิงก์มันจะไปกองอยู่ที่หน้าใดหน้าหนึ่งเยอะเกินไป เว็บเราจากที่เคยทำมาดีๆ อาจจะกลายเป็นสแปมในสายตา Google ได้

เว็บรีวิวสินค้าทำแบบมี sponsored / แบบ affiliate ยิ่งต้องระวังเรื่องของการใส่ลิงก์ให้ดี อย่าให้ Google รูปสึกว่าเว็บเรากำลังเป็นเว็บสำหรับทำ Backlink ให้กับเว็บคนอื่น ดังนั้น คุณต้องใส่ประเภทของลิงก์ให้ถูกต้องด้วย ซึ่งลิงก์นั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทตามนี้

  • Dofollow link
  • Nofollow link
  • Sponsored link
  • UGC link

ต้องเลือกใส่ลิงก์ออก (External link) ให้ถูกประเภทด้วย ลิงก์แต่ละประเภท คืออะไร ควรใช้ตอนไหน ศึกษาเพิ่มเติมจากบทความนี้ต่อนะ อัพเดทวิธีการใส่ค่าลิงก์ เพื่อไม่ให้เว็บเราเป็นสแปม

โดเมนหมดอายุคือเครื่องทุนแรง (เฉพาะช่วงเวลานี้)

Google ประกาศว่าในการอัพเดทครั้งนี้ว่า จะจัดการเว็บที่ใช้กลยุทธ์ Expired Domain คือ การใช้พลังของโดเมนหมดอายุมาทำ SEO

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงบนหน้าผลการค้นหาของ Google เว็บใครยิ่งอายุเยอะ ยิ่งทำอันดับง่าย แปลว่าระบบ Google ยังมีข้อผิดพลาด การอัพเดทยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น สำหรับคนที่ต้องการหาทางลัด และอาศัยช่องโหว่ของ Google ในตอนนี้

เราสามารถทำเว็บเพิ่ม โดยใช้โดเมนหมดอายุ เป็นโดเมนตั้งต้นได้ และถ้าคุณใช้โดเมนหมดอายุอย่างถูกต้อง + กับเนื้อหาคุณภาพ หลายๆเว็บสามารถติดอันดับ Google ภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สำหรับบทความใหม่ๆ ได้เลย

ใครอยากลองใช้กลยุทธ์นี้ ในการเอาชนะเกม Google สามารถศึกษาเพิ่มเติมวิธีการเลือกโดเมนหมดอายุ จากบทความนี้ได้ครับ โดเมนหมดอายุ คืออะไร หาซื้อได้จากที่ไหน

Brand + SEO คือ ความยั่งยืน

เฟสบุ๊ค ไอจี “เป็นบ้านเช่า” และ เว็บไซต์ “เป็นบ้านเรา” ประโยคเหล่านี้คงใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งในยุคปัจจุบันเราอาจจะโดนเขาไล่ให้ออกจากบ้าน แบบไม่รู้ตัวได้เสมอไม่ต่างกัน

และประโยคนี้ “ทำบทความให้มีคุณค่าที่ดีและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้คนอยู่เสมอ” ประโยคนี้ก็อาจจะไม่จริงเสมอไปแล้วนั้นเอง

เพราะหลักจาก Google core Update ล่าสุด ทั้งเว็บไซต์ที่ไม่ดี และเว็บไซต์ที่ทำเนื้อหามาอย่างดี ได้รับผลกระทบทั่วหน้ากันทั้งหมด ซึ่งเกิดจากความไม่สมบูรณ์แบบของตัว Google เอง

พวกเราดูเว็บของผมเป็นตัวอย่าง รูปภาพด้านล่างคือการแสดงให้พวกเราเห็นว่า ขนาดเว็บของผม ที่มุ่งมั่นทำเฉพาะเนื้อหาคุณภาพสูง วันดี คืนดี กลับอันดับตก Traffic หายไปแบบดิ่งลงเหว แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

พวกเราคิดว่าเว็บผมทำอะไรผิด ถึงกลายเป็นสแปมในสายตา Google ได้

สิ่งนี้สะท้อนให้พวกเราได้เห็นว่า การทำ SEO นั้นไม่มีความแน่นอน ไม่ว่าคุณจะทำเนื้อหามาดีแค่ไหน ก็มีสิทธิ์อันดับหลุดหายไปจากหน้าผลการค้นหาของ Google ได้เสมอ แบบไม่รู้ตัวล่วงหน้าด้วย

ดังนั้น สิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ในอนาคต คือการสร้าง Brand ขนานไปพร้อมๆ กับการทำ SEO ไม่ว่าจะเป็น Personal brand, CEO brand, Business brand หรือ Product brand

Brand คือสิ่งที่ประทับลงไปในหัวใจของลูกค้านั้นเอง ถ้านึกถึงสินค้าประเภทนี้ ต้องนึกถึงเรา ถ้านึกถึงบริการนี้ต้องนึกถึงเรา สิ่งนี้แหละคือ Brand เพราะอันดับ SEO เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ Brand ที่นั่งอยู่ในหัวใจลูกค้า จะคงอยู่ตลอดไปครับ

ปล. ผมได้มีการเขียนบทวิเคราะห์เอาไว้แล้วว่าทำไมเว็บคุณภาพดี บางเว็บถึงได้รับผลกระทบจากการอัพเดทครั้งนี้ด้วย อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้ครับ เว็บอันดับตกเพราะทำเนื้อหา “ดีเกินไป”

สรุป

สัจธรรมของการทำ SEO คือ ความไม่แน่นอน ไม่ว่าคุณจะทำเว็บเนื้อหามาดี ขนาดไหน ก็มีโอกาสอันดับตกได้เสมอ เพราะสิ่งที่ตัดสินแทนพวกเรา ว่าใครดีหรือไม่ดี คือ Google ซึ่ง Google ก็คือหุ่นยนต์ เป็นเครื่องจักร ดังนั้น อะไรที่เป็นหุ่นยนต์ ก็สามารถถูกหลอก หรือถูกปั่น หรือระบบมีการ Error ได้บ้าง รวมถึงสิงใดก็ตามที่เป็นหุ่นยนต์ มักจะขาดสิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ”

เมื่อระบบ Google ผิดพลาด เราไม่สามารถเรียกร้องความเห็นใจจากเขาได้ สิ่งที่เราต้องทำมีเพียงอย่างเดียว คือ ยอมรับความเป็นจริง และปรับวิธีการทำ SEO ให้เหมาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *